<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ancient thai penalty &#8211; INSIAM</title>
	<atom:link href="https://insiam.com/tag/ancient-thai-penalty/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://insiam.com</link>
	<description>77 จังหวัดสยาม ส่งเสริมประเพณีสยาม เพื่อสังคมสยาม</description>
	<lastBuildDate>Sun, 20 Nov 2016 05:06:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9</generator>

<image>
	<url>https://insiam.com/wp-content/uploads/2022/06/cropped-lotusx512-32x32.jpg</url>
	<title>ancient thai penalty &#8211; INSIAM</title>
	<link>https://insiam.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การลงโทษของไทย</title>
		<link>https://insiam.com/thai-penalty-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Nov 2016 12:37:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ancient thai penalty]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์การลงโทษไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1114</guid>

					<description><![CDATA[การลงโทษผู้กระทำผิดของประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งอาจแบ่งวิวัฒนาการเป็น 3 ยุค คือ 1. ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 บทลงโทษในสมัยโบราณ 21 สถาน สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การลงโทษผู้กระทำผิดของประเทศไทย</strong>ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งอาจแบ่งวิวัฒนาการเป็น 3 ยุค คือ</p>
<blockquote><p>1. ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5</p></blockquote>
<p><strong>บทลงโทษในสมัยโบราณ 21 สถาน</strong></p>
<p>สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม</p>
<p>สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผม เบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออก เสียแล้วเอากรวดทราย หยาบขัดกระบานศีศะ ชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์</p>
<p>สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง)เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปาก ไว้ให้โลหิตไหลออก เต็มปาก</p>
<p>สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาเพลิงจุด</p>
<p>สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาเพลิงจุด</p>
<p>สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึง ข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อ ริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่า ตีจำ ให้เดินไป กว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้วตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอว และให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้ง เป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้า กระทำหนังเบื้องบนให้คลุม ลงมาเหมือนนุ่งผ้า</p>
<p>สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้างข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน (ลน) ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 9 คือ ให้เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก (เปิด)หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 10 คือ ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง (นำเนื้อมาชั่งให้ได้น้ำหนักหนึ่งตำลึง:มาตราวัดสมัยโบราณ) จนกว่าจะสิ้นมังสา (เนื้อ)</p>
<p>สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดคอ รูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ ให้ลอกออกให้สิ้น ให้อยู่แต่ร่างกระดูก</p>
<p>สถาน 12 คือ ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่น กับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน (เวียนเทียน)</p>
<p>สถาน 13 คือ ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา (ลูกหิน) บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอม แล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า</p>
<p>สถาน 14 คือ ให้เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่านแล้วลาดสาดลงมาแต่ศีศะ (ศีรษะ) จนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 15 คือ ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยาก แล้วปล่อยให้กัดทึ้ง เนื้อหนังกินให้เหลือแต่ ร่างกระดูกเปล่า</p>
<p>สถาน 16 คือ ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ</p>
<p>สถาน 17 คือ ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 18 คือ ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อน คลอกด้วยเพลิง พอหนังไหม้ แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อย ท่อนใหญ่เป็น ริ้วน้อยริ้วใหญ่</p>
<p>สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้ กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย</p>
<p><strong>การประหารชีวิตด้วยวิธีบั่นคอ</strong><br />
<strong>เพชฌฆาต</strong><br />
“ เพชฌฆาต ” นั้นเป็นตำแหน่งที่โปรดเกล้าพระราชทานให้แก่ผู้มีดวงอันเหมาะสมโดยจะมีบรรดาโหราจารย์นำดวงชะตาไปคำนวณอย่างละเอียดเพื่อประกอบในการคัดเลือก ทั้งนี้ด้วยถือกันว่า การประหารชีวิตคนอันเป็นสัตว์ประเสริฐนับเป็นกรรมหนักรุนแรง จึงต้องเฟ้นหาดวงเพชฌฆาตที่มีดวงคุ้มตัวเองได้ มิฉะนั้นชีวิตจะสั้น</p>
<p>พอเลือกเฟ้นได้คนที่มีดวงเหมาะสม ยังต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเพลงดาบอย่างดี ทั้งมีความรู้เกี่ยวกับดาบ มีความแม่นยำในการลงดาบ เพื่อขณะทำการประหารจะได้ไม่เป็นการทรมานนักโทษจนเกินไป และผู้เป็นเพชฌฆาตจะต้องมีความรู้ทางด้านคาถาอาคมเป็นพิเศษด้วยเช่น คาถาสวดวิญญาณผีตายโหง อาคมก่อนหยิบดาบเพชฌฆาต รวมทั้งสามารถแก้อาถรรพณ์หากผู้ถูกประหารมีวิชาด้านคงกระพันชาตรี</p>
<p>ตัวเพชฌฆาตหรือมือประหารเองจะต้องอยู่ประจำ ณ เรือนจำตั้งแต่ได้รับคำสั่งให้เตรียมการ จากนั้นเมื่อได้เวลาเพชฌฆาตจะอัญเชิญดาบออกจากที่ตั้งไปทำการบวงสรวงด้วยเครื่องเซ่น เพื่อปลุกดาบให้เข้มขลัง เสร็จพิธีแล้วจึงค่อยเก็บดาบไว้ที่ตั้งเดิมรอเวลาประหาร</p>
<p>เพชฌฆาตผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตมี 3 คน คือ ดาบที่หนึ่ง และตัวสำรองอีก 2 คน เรียกว่า ดาบสอง และ ดาบสาม ถ้าดาบหนึ่งฟันคอไม่ขาด ดาบสองจะต้องซ้ำ ถ้ายังไม่ขาดดาบสามก็ต้องเชือดให้ขาด</p>
<p><strong>ดาบเพชฌฆาต</strong><br />
ดาบหนึ่งจะมีความสั้นกว่าดาบสอง ใบดาบจะกว้างกว่าดาบสอง ทั้งด้ามดาบก็สั้นกว่า สันดาปจะหนาประมาณ ๑ ซ.ม. ส่วนด้ามดาบประกอบด้วยเหล็กรัด ใช้เชือกด้ายดิบถักหุ้มด้วยลวดลายรัดกุมเพื่อให้สาก ถนัดในการกระชับ ทั้งลงรักและยางไม้เพื่อรักษาด้วยให้คงทนต่อการใช้งาน สภาพดาบปลายจะหักลง แล้วงอนขึ้นคล้ายใบง้าวของจีนเพื่อให้เกิดน้ำหนักถ่วงทางโคนดาบให้ได้ดุล</p>
<p>ดาบสอง ใบดาบจะยาวกว่าดาบหนึ่งประมาณ ๘ ซ.ม. ใบดาบเรียวคล้ายดาบที่นักรบไทยโบราณทั่วไปใช้ ปลายดาบเฉียงต่ำรับกับความโค้งของใบดาบด้านล่าง สันดาปบางประมาณ ๐.๗ ซ.ม.</p>
<p>ดาบเพชฌฆาตคู่นี้ได้รับการทิ้งไว้ยัง ห้องพิเศษในคุกหลวง ห้ามผู้ใดแตะต้อง ทุกวันเสาร์จะมีการสังเวยด้วยเหล้าและไก่ต้มเป็นการบวงสรวง จนมีการเล่าขานกันว่า ดาบ ๒ เล่มดังกล่าวจะสั่นได้เองเหมือนถูกคนจับเขย่า และหลังจากดาบทั้งคู่สั่นไม่เกิน ๗ วันก็จะต้องมีพิธีประหารชีวิตนักโทษเกิดขึ้นทุกคราไป</p>
<p>ดาบเพชฌฆาตทั้งสองเล่มนี้ถูกใช้มาจนถึง รัชกาลที่ 6 จึงได้ยกเลิก แต่สำหรับชีวิตนักโทษที่สังเวยไปจากดาบคู่นี้ประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 ศพ</p>

<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_001.jpg'><img fetchpriority="high" decoding="async" width="532" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_001-532x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_001-532x400.jpg 532w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_001-320x240.jpg 320w" sizes="(max-width: 532px) 100vw, 532px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_002.jpg'><img decoding="async" width="653" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_002-653x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_003.jpg'><img decoding="async" width="645" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_003-645x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_004.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="650" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_004-650x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_005.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="461" height="357" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_005.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_005.jpg 461w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_005-300x232.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 461px) 100vw, 461px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_006.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="218" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_006.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_007.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="627" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_007-627x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_007-627x400.jpg 627w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_007-115x73.jpg 115w" sizes="auto, (max-width: 627px) 100vw, 627px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="393" height="303" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008.jpg 393w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008-300x231.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008-345x265.jpg 345w" sizes="auto, (max-width: 393px) 100vw, 393px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_009.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="629" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_009-629x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_009-629x400.jpg 629w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_009-115x73.jpg 115w" sizes="auto, (max-width: 629px) 100vw, 629px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_010.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="303" height="227" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_010.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_010.jpg 303w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_010-300x225.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 303px) 100vw, 303px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_011.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="635" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_011-635x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_011-635x400.jpg 635w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_011-115x73.jpg 115w" sizes="auto, (max-width: 635px) 100vw, 635px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_012.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="371" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_012-371x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_013.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="550" height="331" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_013.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_013.jpg 550w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_013-300x181.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 550px) 100vw, 550px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_014.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="371" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_014-371x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_015.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="550" height="319" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_015.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_015.jpg 550w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_015-300x174.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 550px) 100vw, 550px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="458" height="274" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016.jpg 458w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016-300x179.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 458px) 100vw, 458px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_017.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="410" height="326" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_017.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_017.jpg 410w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_017-300x239.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 410px) 100vw, 410px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="399" height="255" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018.jpg 399w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018-300x192.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018-115x73.jpg 115w" sizes="auto, (max-width: 399px) 100vw, 399px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_019.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="715" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_019-715x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>

<blockquote><p>ขั้นตอน และ ระเบียบปฏิบัติ เมื่อลูกขุน ณ ศาลาลูกขุน ณ ศาลหลวง วางโทษประหารชีวิต ก็จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิต</p></blockquote>
<ul>
<li>ก่อนจะนำตัวไปประหารชีวิต จะต้องถูกเฆี่ยน 3 ยกๆละ 30 ที รวม 90 ที</li>
<li>จัดอาหารคาวหวานมื้อสุดท้ายให้นักโทษกินก่อนประหาร และนิมนต์พระมาเทศน์ให้ฟัง</li>
<li>นักโทษประหารถูกจับนั่งมัดกับหลักไม้กางเขนแบบกาจับหลัก</li>
<li>เพชฌฆาตเอาดินเหนียวอุดหู อุดปาก และ แปะไว้ที่ต้นคอนักโทษ (บ้างก็ใช้ปูนเคี้ยวหมาก) เพื่อกำหนดตรงที่จะฟัน</li>
<li>จากนั้นเพชฌฆาตดาบสองจะร่ายรำไปมา เพื่อรอจังหวะให้จิตนักโทษสงบ พร้อมกับเพชฌฆาตดาบหนึ่งลงดาบฟันคอทันที</li>
<li>เมื่อประหารแล้ว เจ้าหน้าที่จะตัดส้นเท้า เพื่อถอดตรวนออกแล้วสับร่างกายหรือแล่เนื้อให้ทานแก่แร้งกา</li>
<li>เอาหัวเสียบประจาน</li>
</ul>
<blockquote><p>2. ยุคแห่งการปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5</p></blockquote>
<blockquote><p>3. ยุคปัจจุบัน เริ่มแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ . 2475</p></blockquote>
<p>ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แม้กฎหมายเก่าจะสูญหายไปมาก แต่จากฎหมายตราสามดวง ก็ยังเห็นเค้าโครงของการลงโทษในสมัยนั้นได้ว่า เป็นการลงโทษเพื่อตอบแทนให้สมแค้นและข่มขู่ยับยั้ง เพราะมุ่งลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโทษประหารชีวิตในพระอัยการขบถศึก อันว่าด้วยโทษทวะดึงษ์กรรมกรณ์ 32 ประการ ได้กำหนดวิธีการประหารชีวิตหลายรูปแแบอย่างน่าสยดสยอง</p>
<hr />
<p><strong>การลงโทษสมัยอยุธยา</strong>พอสรุปได้ดังนี้<br />
1. การประหารชีวิต ปกติใช้วิธีตัดศีรษะด้วยดาบ แต่ในกรณีกปฏ ได้มีปทปัญญัติในลักษณะที่โหดร้ายทารุนอย่างยิ่ง ซึ่งเข้าใจว่ามุ่งข่มขู่ให้เกรงกลัว และในกรณีลงโทษพระราชวงศ์ ก็มีวิธีการประหารชีวิตแตกต่างจากสามัญชน</p>
<p>2. ลงโทษร่างกายให้เจ็บปวดทรมาน โดยปกติใช้เฆี่ยนด้วยหวาย จองจำเครื่องพันธนาการด้วย ขื่อ คา พวงคอ ล่ามโซ่ ตรวน ขึ้นขาหย่าง การบั่น ทอนอวัยวะ อาทิ ตัดมือ ตัดเท้า ปอกเล็บ ควักนัยตา แหวะปาก ตัดลิ้น</p>
<p>3. ประจาน ได้แก่ สักหน้าหรือสักตัว แบะหน้าผากหรือแก้ม พร้อมทั้งจำเครื่องพันธนาการ มีคนตีฆ้องร้องประกาศความชั่ว ตระเวณไปรอบเมอง</p>
<p>4. ปรับตามลักษณะความร้ายแรงของความผิด และตามฐานันดรศักดิ์</p>
<p>5. ริบทรัพย์สินมักคู่กับโทษประหารชีวิต เรียกว่าริบราชบาทว์ คือ ถูกริบหมดทั้งทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งลุกเมีย</p>
<p>6. โทษจำคุก ไม่มีกำหนดยาวนานเท่าใด แล้วแต่พระเจ้าอยู่หัวจะทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษ หรือมีพระบรมราชโองการสั่งให้เป็นอย่างใด</p>
<p><strong>สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์</strong><br />
หลักการและแนวความคิดในการลงโทษก็ไม่แตกต่างกันนัก การเรือนจำในกรุงเทพฯ มี 2 อย่าง คือ &#8220;คุก&#8221; ใช้เป็นสถานที่จำขังผู้ร้าย ที่มีกำหนดโทษสูง 6 เดือนขึ้นไป ส่วนผู้ต้องขังที่มีกำหนดโทษตั้งแต่ 6 เดือนลงมาก็ให้ขังไว้ใน &#8220;ตะราง&#8221; ซึ่งมีอยู่หลายตะรางสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ที่บังคับบัญชากิจการนั้นๆ ส่วนการเรือนจำในหัวเมืองชั้นนอก อยุ่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการเมือง มีสถานที่คุมขังผู้ต้องโทษ เรียก่า &#8220;ตะรางประจำเมือง&#8221; ถ้าเป็นกรณีความผิดฉกรรจ์มหันตโทษ ผู้ว่าราชการเมืองต้องส่งตัวผู้กระทำผิดมายังกระทรวงเจ้าสังกัด การคุมขังนักโทษสมัยนั้นมิได้มีกฎข้อบังคับไว้โดยเฉพาะ ให้แล้วแต่ผู้ว่าราชการเมืองจะกำหนดขึ้นใช้เองตามแต่จะเห็นควร</p>
<p><strong>ในยุครัชกาลที่ 5</strong><br />
นับเป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงงานราชทัณฑ์ของไทยให้ก้าวหน้าขึ้น โดยได้ทรงยกเลิกจารีตนครบาลอันโหดร้าย ทรงจัดระเบียบการคุกตะรางใหม่เริ่มแต่ ร.ศ .110 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะเรือนจำ ร.ศ. 120 เพื่อใช้บังคับกิจการเรือนจำเป็นการเฉพาะ ทรงวางระเบียบข้อบังคับเรือนจำให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ด้วยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ซึ่งมีหลักการและวิธีการลงโทษที่ได้ละเว้นความทารุณโหดร้ายลงไปมาก กับได้บัญญัติวิธีลงโทษผู้กระทำผิดอาญาแผ่นดินต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม คือ ตำรวจ อัยการ ศาล และเรือนจำ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้ประกาศตั้งกรมราชทัณฑ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2458 โดยรวมกิจการเรือนจำทั่วราชอาณาจักรไว้ในสังกัดกระทรวงนครบาล การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปตามระเบียบ กฎ ข้อบังคับเดียวกัน นับว่าการราชทัณฑ์ไทยได้พัฒนาไปสู่แนวทางที่มีเหตุผลยิ่งขึ้น</p>
<p>หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 การราชทัณฑ์ไทยจึงได้วิวัฒนาการเข้าสู่ยุคปัจจุบัน เริ่มจากการสร้างเรือนจำกลางบางขวางให้เป็นเรือนจำที่ทันสมัยในปี พ.ศ. 2477 แก้ไขเปลี่ยนแปลงการประหารชีวิตด้วยดาบ เป็นการประหารชีวิตโดยใช้อาวุธปืนยิงให้ตาย มีการกำหนดนโยบายอาญาและหลักทัณฑปฏิบัติให้สอดคล้องกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและตามหลักการของอารยะประเทศยิ่งขึ้น โดยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 กำหนดหลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องขององค์การสหประชาชาติ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และมุ่งในเรื่องการฟื้นฟูอบรมแก้ไขผู้กระทำผิดให้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป</p>
<blockquote><p>การยิงเป้าประหารชีวิต</p></blockquote>
<p><strong>หลักประหารชีวิต</strong><br />
หลักประหาร (หลักไม้กางเขน) ทำจากไม้ตะเคียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481 ใช้สำหรับมัดผู้ต้องโทษประหารกับหลักประหารเพื่อไม่ให้นักโทษดิ้น แต่หลักประหารนี้จะต้องเปลี่ยนเสมอๆ เพราะเวลาคนเราจะถูกยิงมักจะบิดตัว บิดมือ หลบนู่นหลบนี่เสมอ เลยถูกหลักประหารแตกหักไปตามสภาพการใช้งาน</p>
<p><strong>ฉากสำหรับกั้นนักโทษประหาร</strong><br />
ฉากไม้ชนิดตั้งรูปสี่เหลี่ยมมีผ้าขึง การประหารด้วยการยิง จะมีฉากไม้ชนิดตั้งรูปสี่เหลี่ยมมีผ้าขึงบังข้างหลังนักโทษ ที่ถูกประหารชีวิตห่างประมาณ 1 เมตร มีเป้ารูปหัวใจปิดไว้บนฉากตรงจุดกลางระดับหัวใจผู้ถูกประหารเป็นเป้าสำหรับเล็งปืน เมื่อพร้อมแล้ว เจ้าหน้าที่ให้สัญญาณโดยโบกธงสีแดง ผู้ทำหน้าที่เพชฌฆาตลั่นไกปืนทะลุเป้ากระดาษที่จัดระดับตรงกับหัวใจพอดีฉากไม้ที่ตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ ปรากฏหลักฐานว่าทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481</p>
<p><strong>ปืนที่ใช้สำหรับประหารชีวิต</strong><br />
พ.ศ. 2477 ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ว่าด้วยการประหารชึวิตจากการ &#8220;ให้เอาไปตัดศีรษะเสีย&#8221; เป็น &#8220;ให้เอาไปยิงเสียให้ตาย&#8221; ปืนกลมือที่ใช้ประหารชีวิตครั้งแรกเป็นปืนกลมือแบบแบล็คมันน์ เอ็มพี18 ใช้ประหารชีวิตครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2478 ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการเปลี่ยนปืนกลมือจากแบล็คมันต์เป็นปืนกลมือเอ็มพี5เอสดี3 สำหรับปืนกลมือแบล็คมันน์นี้ใช้ประหารชีวิตผู้ต้องขังมาแล้วจำนวน 213 คน</p>
<p>กระสอบทราย(มูลดิน)<br />
ในการประหารชีวิตด้วยปืน จะมีอุปกรณ์สำหรับป้องกันกระสุนปืนที่อาจจะเกิดจากการยิงพลาด จึงมีกระสอบทรายวางไว้หลังหลักประหารเพื่อป้องกันกระสุน ในอดีตที่ยังไม่มีกระสอบทรายก็ได้ใช้มูลดินเป็นเครื่องป้องกัน</p>
<p>จำนวนผู้ที่รับโทษยิงเป้า<br />
นับตั้งแต่การเปลี่ยนการประหารจากการตัดคอมาเป็นการยิงเป้าในปี พ.ศ. 2478 จนถึง พ.ศ. 2552 มีนักโทษถูกประหารชีวิต 319 คน เป็นนักโทษชาย 316 คน นักโทษหญิง 3 คน</p>
<p>ขั้นตอน และ ระเบียบปฏิบัติ<br />
วิธีการประหารชีวิตจะเริ่มขึ้นโดยเจ้าหน้าที่อ่านคำสั่งศาลและฎีกาทูลเกล้าซึ่งพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานฯ คืนมาให้ผู้ต้องโทษฟังและลงชื่อรับ ทราบ ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนประวัติให้ถูกต้องและอนุญาตให้ผู้ต้องโทษจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการจำเป็นอื่นใดเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วจึงให้ผู้ต้องโทษฟังเทศน์จากพระภิกษุสงฆ์หรือนักพรตในนิกายศาสนาที่ผู้ต้องโทษเลื่อมใสแล้วให้รับประทานอาหารเป็นมื้อสุดท้าย จากนั้นนำผู้ต้องโทษเข้าสู่หลักประหารซึ่งเป็นลักษณะเป็นไม้กางเขนมีความสูงขนาดไหล่ โดยผู้ต้องโทษจะถูกมัดด้วยด้ายดิบ ให้ยืนหันหน้าเข้าหลักประหารซึ่งมีไม้นั่งคร่อม ป้องกันมิให้ผู้ต้องโทษยืนตัวงอหรือเข่าอ่อน ข้อมือทั้งสองผูกมัดติดกับหลักประหารในลักษณะประนมมือ กำดอกไม้ธูปเทียนไว้ เจ้าหน้าที่นำฉากประหารซึ่งมีเป้าวงกลมติดอยู่กับฉาก ตั้งเล็งให้เป้าอยู่ตรงจุดกลางหัวใจของผู้ต้องโทษ ห่างจากด้านหลังผู้ต้องโทษประมาณ 1 ฟุต เพื่อกำบังมิให้เจ้าหน้าที่ผู้ลั่นไกปืนเห็นตัวผู้ต้องโทษ แท่นปืนประหารตั้งอยู่ห่างจากฉากประหารประมาณ 4 เมตร ก่อนการประหารจะมีการบรรจุกระสุนขนาด 7.62 มิลลิเมตร 15 นัด เมื่อพร้อมแล้วเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ โดยโบกธงสีแดง ผู้ทำหน้าที่ลั่นไกปืน กระสุนชุดแรกจะยิง 8 &#8211; 9 นัด ซึ่งตามปกติผู้ถูกประหารจะเสียชีวิตทันที แต่หากไม่เสียชีวิตเพชฌฆาตจะลั่นกระสุนอีกชุด เพื่อให้ผู้ถูกประหารทรมานน้อยที่สุด คณะกรรมการประหารชีวิตร่วมกันตรวจสอบจนแน่ใจว่านักโทษถึงแก่ความตายอย่างแท้จริง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดพิมพ์ลายนิ้วนักโทษประหารเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อยืนยันว่าไม่ประหารชีวิตผิดตัว</p>
<p>การประหารชีวิตด้วยการฉีดยา<br />
ขั้นตอนการประหารชีวิตโดยการฉีดยานี้ จะมีขั้นตอนในการประหารชีวิตเช่นเดียวกับการประหารชีวิตโดยวิธีอื่นๆ กล่าวคือ ในสหรัฐจะมีการเตรียมจิตใจของผู้ถูกประหารก่อนการประหาร เช่น ก่อนการประหาร 4 วัน นักโทษประหารจะถูกนำตัวจากแดนนักโทษประหารไปสู่ห้องขังพิเศษสำหรับนักโทษประหารโดยเฉพาะ ซึ่งจะถูกเฝ้าดูจากเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง จดหมายทุกฉบับจะถูกถ่ายสำเนาให้ ส่วนฉบับจริงจะ เก็บไว้เนื่องจากกลัวว่าจะมียาพิษยาเสพติดหรือยาอื่นๆ เคลือบมา การโทรศัพท์ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชา-การเรือนจำก่อน ในช่วงนี้อาจมีญาติมาเยี่ยมได้</p>
<p>ก่อนการประหาร 2 วัน ผู้บัญชาการจะตรวจตราเพื่อเตรียมอุปกรณ์ในการประหารให้พร้อม รวมทั้งเตรียมการเกี่ยวกับใบมรณะบัตรและการเคลื่อนย้ายศพ และก่อนการประหารหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่ประหารจะเตรียมอุปกรณ์เข็มฉีดยาและยา และอุปกรณ์สำรองให้พร้อม มีการจัดเตรียมพื้นที่หรือห้องสำหรับผู้สื่อข่าวที่เข้าไปทำข่าวในเรือนจำ รวมทั้งพยานที่จะเข้าไปสังเกตการณ์ในการประหาร เมื่อถึงเวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่จะจัดอาหารมื้อสุดท้ายไปให้นักโทษประหารรับประทาน เวลา 22.00 น. ผู้สื่อข่าว และพยานจึงได้รับอนุญาตให้เข้าเรือนจำและได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนการประหาร เวลา 23.30 น. จึงได้เริ่มดำเนินการเพื่อเตรียมการประหารซึ่งจะเริ่มเวลาเที่ยงคืนตรง เมื่อใกล้ถึงเวลาประหาร เจ้าหน้าที่จะนำตัวนักโทษประหารจากห้องขังไปที่ห้องประหาร แต่แทนที่จะนำนักโทษประหารไปยืนตรึงกับหลักประหารก็เปลี่ยนเป็นการให้นอนบนเตียงประหาร ตรึง และผูกด้วยสายหนัง ทั้งขา ลำตัว และแขนทั้ง 2 ข้าง ซึ่งอยู่ในท่ากางออกทำให้ไม่สามารถดิ้นได้</p>
<p>เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทีได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดีจะมาติดเครื่องวัดการเต้นของหัวใจเข้ากับตัวนักโทษเพื่อตรวจสอบการตายหลังการฉีดยา โดยให้กรรมการภายนอกได้เห็นการเต้นของหัวใจ จากนั้นจึงแทงเข็มเข้าเส้นเลือดใหญ่หรือที่หลังมือทั้ง 2 ข้าง ข้างหนึ่งเป็นเข็มที่ใช้จริงอีกข้างหนึ่งเป็นเข็มสำรองในกรณีที่เข็มแรกมีปัญหา หรือบางกรณีจะแทงเข็มที่แขนเข็มเดียว จากนั้นนำท่อมาต่อเข้าเข็มโยงไปยังเครื่องฉีดยาเมื่อได้เวลา เจ้าหน้าที่เรือนจำก็จะให้สัญญาณในการดำเนินการประหารได้ เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เพชฌฆาต 2 คน ซึ่งอยู่ในห้องฉีดยาจะมี 2 ปุ่ม กดคนละปุ่ม แต่จะมีปุ่มเดียวที่ปล่อยยาเข้าร่างดังนั้น เจ้าหน้าที่ทั้ง2จึงไม่มีโอกาสทราบได้ว่าใครเป็นผู้กดปุ่มปล่อยยาเข้าเส้น แต่สำหรับประเทศที่ไม่ใช้เครื่องฉีดยาอัตโนมัติจะใช้คนฉีดยาด้วยมือ ซึ่งจะมีคนเดียว ฉีดเข้าแขนซ้ายหรือขวา การฉีดไม่ได้ไปยืนฉีดที่แขน แต่ต่อสายยางออกมาและผู้ฉีดจะอยู่หลังม่าน</p>
<p>ยาที่ใช้ในการประหารชีวิต<br />
ยาที่ใช้ฉีดจะมี Sodium Pentothal ในสารละลาย 20-25 มิลลิลิตร, Pancuronium bromide 50 มิลลิลิตร และ Potassium chloride 50 มิลลิลิตร ยาดังกล่าว นี้เป็นผลมาจากการวิจัยของ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเท็กซัส ว่าจะให้ผลอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ยาที่ใช้ฉีดไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นยาทั่วไป ซึ่งถ้าให้เกินขนาดก็จะมีผลทำให้ตายได้โดยจะต้องมีประมาณที่มากพอสมควรต้องค่อยๆ ปล่อยเข้าไปในเส้นเลือด และใช้ถึง 3 ชนิด ดังนั้นที่กลัวกันว่าจะนำยานี้ใส่เข็มแล้วไปจิ้มคนทั่วไปนั้น จะไม่เป็นอันตรายใดๆ และหากจะทำให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตายก็ใช้ยาพิษอื่นๆ จะไม่ยุ่งยากเท่าวิธีดังกล่าวนี้</p>
<p>ขั้นตอน และ ระเบียบปฏิบัติ<br />
การฉีดยา เข็มแรกจะปล่อยยา Sodium thiopental เข้าไปให้หลับก่อน จากนั้นจึงปล่อยเข็มที่ 2 Pancuronium bromide และ เข็มที่ 3 Potassium chloride ตามลำดับ เพื่อให้หัวใจหยุดสูบฉีดโลหิตภายในไม่ถึงนาที เมื่อนักโทษแสดงอาการแน่นิ่งไป ผู้บัญชาการเรือนจำจะขอให้นายแพทย์ของเรือนจำเข้าตรวจยืนยันการตายของผู้ต้องขังและประกาศเวลาตายต่อหน้าพยานรวมใช้เวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งสิ้นประมาณ 20-30 นาทีผู้แทนจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร จะพิมพ์ลายนิ้วมืออีกครั้ง และเคลื่อนย้ายศพของนักโทษไปห้องเก็บศพต่อไป โดยเก็บไว้ตรวจสอบอีก 1 วัน ตลอดเวลาจะมีการถ่ายรูปและวิดีโอตามขั้นตอนต่างๆ ไว้</p>
<p>การนำมาใช้ในประเทศไทย<br />
สำหรับในประเทศไทยหากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารมาเป็นการฉีดยานั้น ขั้นตอนการประหารจะแตกต่างจากในสหรัฐเพราะการประหารชีวิตของไทยจะกระทำโดยทันทีที่ได้รับคำสั่ง โดยปกติจะเป็นเวลาเย็น นักโทษประหารจะไม่รู้ตัวล่วงหน้า เมื่อเจ้าหน้าที่เดินเข้าไปในแดนประหารและนำตัวผู้ใดออกมา เมื่อนั้นจึงจะรู้ตัว และเมื่อผ่านพิธีการด้านการตรวจสอบบุคคล พิธีกรรมทางศาสนาและอื่นๆแล้ว จะถูกนำตัวเข้าสู่แดนประหารซึ่งในช่วงนี้แทนที่จะเป็นการนำไปผูกกับหลักประหาร ก็เปลี่ยนเป็นการนำไปสู่เตียงประหาร นั่นเอง</p>
<p>ทั้งนี้ การเปลี่ยนจากการประหารชีวิตโดยการยิงเป้ามาเป็นการฉีดยานั้น อาจทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมากนัก เพราะสามารถใช้ห้องประหารในเรือนจำกลางบางขวางเช่นเดิมหาฉากกั้น จัดหาเตียงและสายหนังรัด และจัดอุปกรณ์เข็มและเครื่องฉีดยาเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายในการประหารแต่ละครั้งโดยเฉพาะค่ายาจะถูกกว่าค่าลูกกระสุนปืน ที่ใช้ในการยิงเป้า</p>
<p>Credit : http://www.crimeandjusticediscoverymuseum.com/</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
