<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>insiam_911 &#8211; INSIAM</title>
	<atom:link href="https://insiam.com/author/insiam_911/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://insiam.com</link>
	<description>77 จังหวัดสยาม ส่งเสริมประเพณีสยาม เพื่อสังคมสยาม</description>
	<lastBuildDate>Tue, 21 Jan 2020 09:12:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9</generator>

<image>
	<url>https://insiam.com/wp-content/uploads/2022/06/cropped-lotusx512-32x32.jpg</url>
	<title>insiam_911 &#8211; INSIAM</title>
	<link>https://insiam.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ศักราชแปลงยังไง</title>
		<link>https://insiam.com/era-converse/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jan 2020 09:12:22 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ทิปและเทคนิคน่ารู้]]></category>
		<category><![CDATA[แปลงศักราช]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insiam.com/?p=1744</guid>

					<description><![CDATA[นึกไม่ออกว่าจะแปลงศักราช พ.ศ. เป็น ค.ศ. อย่างไรจึงไปค้นมาเจอที่บล็อกนี้ครับ http://xn--12cft8a3an1d2al4gfi8a71a.blogspot.com/2012/03/blog-post.html ก้อขอขอบคุณผู้เขียนบล็อกมากๆครับ ผมกลัวลืมเลยต้องขออนุญาตินำมาวางต่อนะครับ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="pl-1744"  class="panel-layout" ><div id="pg-1744-0"  class="panel-grid panel-no-style" ><div id="pgc-1744-0-0"  class="panel-grid-cell" ><div id="panel-1744-0-0-0" class="so-panel widget widget_sow-editor panel-first-child panel-last-child" data-index="0" ><div
			
			class="so-widget-sow-editor so-widget-sow-editor-base"
			
		>
<div class="siteorigin-widget-tinymce textwidget">
	<p><strong>วิธีแปลงศักราช</strong></p>
<p>ศักราชที่ใช้กันในปัจจุบันมีดังนี้<br />
1. พุทธศักราช	ย่อว่า พ.ศ.<br />
2. คริสตศักราช	ย่อว่า ค.ศ.<br />
3. มหาศักราช	ย่อว่า ม.ศ.<br />
4. จุลศักราช	ย่อว่า จ.ศ.<br />
5. รัตนโกสินทร์ศก	ย่อว่า ร.ศ.<br />
<div class="su-youtube su-u-responsive-media-yes"><iframe width="600" height="400" src="https://www.youtube.com/embed/jNvdnNZXXqM?" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; encrypted-media; picture-in-picture" title=""></iframe></div><br />
ศักราชทั้ง 5 มีเรื่องราวเป็นมาของการกำเนิดดังนี้<br />
1. พุทธศักราช (พ.ศ.) ตั้งขึ้นเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว นับปีนั้นเป็นปี พ.ศ. 1 (แต่พม่า, ลังกา นับเริ่มพ.ศ. ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 1 ปี ฉนั้นจึงมี พ.ศ. มากกว่าเรา 1 ปี)<br />
2. คริสตศักราช (ค.ศ.) นับตั้งแต่วันที่พระเยซูคริสต์ประสูตร หลังจาก พ.ศ. นับมาแล้ว 543 ปี<br />
3. มหาศักราช (ม.ศ.) ตั้งขึ้นในวันที่พระเจ้าศาลิวาหนะ ทรงมีชัยต่ออริราชศัตรู เกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 622 ปี<br />
4. จุลศักราช (จ.ศ.) ตั้งขึ้นเมื่อกษัตริย์พม่าพระนามว่า สังฆราชมุนโสรหัน ซึ่งได้ลาสิกขาออกมาชิงเอาราชสมบัติสำเร็จ เกิดหลัง พ.ศ. 1181 ปี<br />
5. รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) ตั้งขึ้นในสมัยรัชการที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี โดยถือเอาวันที่พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชการที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี สร้างกรุงเทพฯเป็นมหานคร เกิดหลัง พ.ศ. 2325 ปี</p>
<blockquote><p>วิธีแปลงศักราช</p></blockquote>
<p>ต้องการแปลง พ.ศ. เป็น ค.ศ.	เอา 543 ลบ พ.ศ.<br />
ต้องการแปลง ค.ศ. เป็น พ.ศ.	เอา 543 บวก ค.ศ.<br />
ต้องการแปลง พ.ศ. เป็น ร.ศ.	เอา 2325 ลบ พ.ศ.<br />
ต้องการแปลง ร.ศ. เป็น พ.ศ.	เอา 2325 บวก ร.ศ.<br />
ต้องการแปลง พ.ศ. เป็น จ.ศ.	เอา 1181 ลบ พ.ศ.<br />
ต้องการแปลง จ.ศ. เป็น พ.ศ.	เอา 1181 บวก จ.ศ.</p>
<blockquote><p>วิธีหาปีนักษัตร</p></blockquote>
<p><strong>เอาปี พ.ศ. มาหารด้วย 12 ได้เศษจากการหารเท่าไรเอามาดูตามนี้</strong></p>
<p>เศษ 0 หารลงตัว	ปีนี้เป็นปีมะเส็ง ปีงูเล็ก<br />
เศษ 1	ปีนี้เป็นปีมะเมีย ปีม้า<br />
เศษ 2	ปีนี้เเป็นปีมะแม ปีแพะ<br />
เศษ 3	ปีนี้เป็นปีวอก ปีลิง<br />
เศษ 4	ปีนี้เป็นปีระกา ปีไก่<br />
เศษ 5	ปีนี้เป็นปีจอ ปีหมา<br />
เศษ 6	ปีนี้เป็นปีกุน ปีหมู<br />
เศษ 7	ปีนี้เป็นปีชวด ปีหนู<br />
เศษ 8	ปีนี้เป็นปีฉลู ปีวัว<br />
เศษ 9	ปีนี้เป็นปีขาล ปีเสือ<br />
เศษ 10	ปีนี้เป็นปีเถาะ ปีกระต่าย<br />
เศษ 11	ปีนี้เป็นปีมะโรง ปีงูใหญ่</p>
<p>ตัวอย่างเช่น ปี พ.ศ.2560 เอา 12 หาร ได้ 213 เหลือเศษคือ 4 ปีที่ได้จะเป็นปีระกา<br />
ปีไก่นั่นเอง</p>
</div>
</div></div></div></div></div>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เที่ยวปากช่อง เขาใหญ่</title>
		<link>https://insiam.com/khaoyai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 01 Jul 2018 11:06:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คนชอบเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[เที่ยวเขาใหญ่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://insiam.com/?p=1182</guid>

					<description><![CDATA[ปากช่อง เขาใหญ่มีอาณาเขตคาบเกี่ยวติดต่อกันถึง 11 อำเภอของ 4 จังหวัด คือจังหวัด สระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก เป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>น้ำตกเหวนรก<br />
<div class="sue-shadow-wrap sue-content-wrap sue-shadow-inline-no"><div class="sue-shadow sue-shadow-style-default"><div class="su-box su-box-style-default" id="" style="border-color:#183321;border-radius:3px;"><div class="su-box-title" style="background-color:#4B6654;color:#ffffff;border-top-left-radius:1px;border-top-right-radius:1px">เที่ยวเขาใหญ่ ปากช่อง @ นครราชสีมา</div><div class="su-box-content su-u-clearfix su-u-trim" style="border-bottom-left-radius:1px;border-bottom-right-radius:1px">
<blockquote><p>เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา สถานที่น่าพักผ่อน อากาศดี เพราะมีแหล่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ป่าเขาวิวทิวทัศน์สวยงาม</p></blockquote>
<hr>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#186314;border-color:#145010;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#5e925b;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่</span></a></strong></p>
<p>หากพูดถึงปากช่อง เขาใหญ่มีอาณาเขตคาบเกี่ยวติดต่อกันถึง 11 อำเภอของ 4 จังหวัด คือจังหวัด สระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก เป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นป่าผืนใหญ่ในเทือกเขาพนมดงรัก ในส่วนหนึ่งของดงพญาไฟ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ฮิตมาเนิ่นนาน การได้นั่งรถผ่านเส้นทางของอุทยานฯที่คดเคี้ยวระหว่างทางร่มรื่น อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ ฟัง เสียงนก เสียงสัตว์ป่าน้อยใหญ่แข่งกันส่งเสียงทักทาย เป็นอีกหนึ่งวิถีการท่องเที่ยวที่แสนจะสุขสำราญใจแค่ได้ขับรถมองวิวข้างทางก็เพลินมากแล้ว ในขณะเดียวกันเราสามารถแวะท่องเที่ยวตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จุดชมวิว น้ำตกเหวนรก น้ำตกเหวสุวัต ทุ่งหญ้าเขียวขจีระหว่างทาง อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น</p>
<p>ค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานฯ<br />
ชาวไทย เด็ก 20 บาท ผู้ใหญ่ 40 บาท ชาวต่างประเทศ เด็ก 200 บาท ผู้ใหญ่ 400 บาท<br />
รถยนต์ 50 บาท รถบัส 200 บาท รถจักรยานยนต์ 20 บาท</p>
<p>ทั้งนี้อุทยานฯ มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ในอุทยานฯ เขาใหญ่ วันละ 2,000 คน ดังนั้นผู้ประสงค์จะเข้าไปเที่ยวในอุทยานฯ กรุณาสอบถามหรือติดต่อล่วงหน้าที่ โทร. 0 3736 5033 , 08 1877 3127 , 08 6092 6531 (ตลอด 24 ชั่วโมง) และเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและไม่เป็นการรบกวนการดำรงชีวิตสัตว์ป่า ห้ามนำสัตว์เลี้ยงขึ้นไปบนอุทยาน และห้ามรถยนต์ขนาดมากกว่า 40 ที่นั่ง รถสองชั้นหรือมีความสูง 3.50 เมตร ขึ้น–ลงเส้นทางระหว่างด่านศาลเจ้าพ่อ อำเภอปากช่อง ถึงที่ทำการอุทยานฯ สำหรับการขึ้น–ลงเส้นทางระหว่างด่านเนินหอม อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ถึงที่ทำการอุทยาน ห้ามขึ้น–ลง ระหว่างเวลา 16.00 – 06.00 น.</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#7a582c;border-color:#624724;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#a28b6c;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> ฟาร์มโชคชัย</span></a></strong></p>
<p>เที่ยวสนุก พร้อมทำกิจกรรมตามวิถีคาวบอย อิ่มอร่อยกับสเต็กแสนอร่อย ช้อปปิ้งของฝากจากฟาร์มโชคชัย สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรของปากช่อง เป็นฟาร์มโคนมขนาดใหญ่ที่เราจะได้สัมผัสกับบรรยากาศ ประสบการณ์ และสาระความรู้ พร้อมทั้งได้รับความเพลิดเพลินในวิถีชีวิตของเกษตรกร อาทิเช่น การรีดนมวัวด้วยตัวเอง การมีส่วนร่วมในการผลิต ไอศกรีมนมสด อื้ม !! มิลค์ ไอศกรีมนมสดที่ให้คุณมีส่วนร่วมในการผลิต การแสดงวิถีคาวบอย การชมลีลาของสุนัข ต้อนแกะ การป้อนนมลูกวัว ด้วยตัวเอง และอื่นๆ อีกมากมาย</p>
<a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#20bd53;border-color:#1a9843;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#63d187;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> The Greenery เขาใหญ่</span></a>
พามาเที่ยวแบบกิจกรรมกันบ้าง สนุกๆ ในวันหยุดได้ไม่ไกลจากกรุงเทพฯนัก ที่ The Greenery Resort เขามี โซน กิจกรรม ที่น่าสนใจหลายอย่าง ให้เพื่อนๆได้เล่นกัน เรียกว่า Activity Zone อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นี้ เอง ห่างจากตัวเมือง โคราช ประมาณ 114 กิโลเมตร และห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 191 กิโลเมตร</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#d3871a;border-color:#a96c15;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#e1ab5f;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> ไร่ทองสมบูรณ์คลับ</span></a></strong></p>
<p>ปากช่อง ไร่ทองสมบูรณ์ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่เหมาะกับครอบครัว และผู้ที่ชอบความตื่นเต้นท้าทาย นักท่อง เที่ยวจะได้สนุกสนานกับการขี่ม้าสไตล์ตะวันตก และเครื่องเล่นชนิดต่าง ๆ เช่น รอกลอยฟ้า กิจกรรมโรยตัว ขับ รถชมวิว รถเอทีวี โกคาร์ท คาร์ทครอส ลูจ และกระเช้าลอยฟ้า เปิดบริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#e74852;border-color:#b93a42;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#ef7f86;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> Primo Piazza</span></a></strong></p>
<p>ในครั้งหนึ่งหากพูดถึงความชิคเก๋สไตล์อิตาลีที่ก่อเกิดมาในอันดับแรกๆ ของเมืองไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก primo piazza ปากช่อง ที่แห่งนี้เคยทำให้ปากช่องแตกมาแล้วในชื่อเดิมคือ promo posto โดยมีแนวคิดในการนำสถาปัตยกรรมหมู่บ้านโบราณ อายุกว่า 500 ปี จากแคว้นทัสกานี ประเทศอิตาลี ด้วยการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวที่อยากมาเที่ยวอิตาลีจำลอง ที่ไม่ต้องไปไกลถึงอิตาลีจริงๆ มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฟาร์มแกะ อัลปาก้า ดองกี้ เรียกว่าครบ เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#892183;border-color:#6e1b69;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#ad64a9;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> Palio</span></a></strong></p>
<p>Palio แหล่งช้อปปิ้งของคนมาเที่ยวปากช่อง ที่นี่ ได้ออกแบบและก่อสร้างเป็นกลุ่มอาคารถนนคนเดินด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป มีร้านเล็กๆเป็นแนวลดหลั่นเรียงกัน รอต้อนรับลูกค้า และผู้มาเยือนจากที่ต่างๆ ประมาณ 120 ร้านค้า โดยการจัดสรรพื้นที่บริการและขายสินค้าหลายประเภท เช่น ของแต่งบ้าน เสื้อผ้าแฟชั่น เครื่องประดับ งาน design ต่าง ๆ ร้านไวน์ Coffee Shop, Pub&amp; Restaurant, Bakery ร้านเสริมสวย Spa ร้านขายยา ร้านขายหนังสือ ศูนย์อาหาร ร้าน IT ฯลฯ<br />
<strong><br />
<a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#0e5d92;border-color:#0c4b75;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#578eb3;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> The Bloom by ทีวีพูล</span></a>
</strong></p>
<p>สวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดบนเนื้อที่ 100 กว่าไร่ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจใน อ.ปากช่อง คุณจะพบสวนดอกไม้ท่ามกลางขุนเขาและพื้นที่ผืนเดียวในเขาใหญ่ที่มองเห็นผาดำและแดงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางสายหมอกในตอนเช้า ชมความงดงามของธรรมชาติ ท้องฟ้า ทะเลสาบ ป่า ภูเขา ต้นไม้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว สายลมเย็นๆ พัดผ่าน ชม วิวสวยๆ ของทุ่งดอกไม้เมืองหนาวกว่า 30 สายพันธุ์ โอบกอดด้วยขุนเขางดงามเกินบรรยาย สถานที่แห่งนี้ถือเป็นสวนไม้ดอก ที่มีดอกไม้บานสะพรั่งมากที่สุด และเบ่งบานรอการมาเยือนของนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#3e5a6c;border-color:#324857;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#788c99;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> เขาใหญ่อาร์ตมิวเซียม</span></a></strong></p>
<p>เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของคุณพงษ์ชัย จินดาสุข นักธุรกิจผู้เป็นเจ้าของกิจการต่างๆ ในเครือจินดาสุขกรุ๊ป พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่เก็บรวบรวมงานศิลปะที่สะสมไว้ มีทั้งภาพวาดจากฝีมือศิลปินชั้นครูระดับประเทศหลายร้อยภาพ รวมถึงงานประติมากรรมอีกจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดนี้ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ภายในพื้นที่ทั้งหมดประกอบด้วยอาคารหอศิลป์ขนาดใหญ่ ประกอบไปด้วยห้องแสดงภาพและสื่อผสมถึง 3 ห้อง รวมถึงพื้นที่กลางแจ้งที่จัดแสดงงานศิลป์ หากใครชื่นชอบงานศิลปะ มาเที่ยวที่นี่คงจะเดิน ชมกันเพลินเลยทีเดียว</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#1690af;border-color:#12748c;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#5cb2c7;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> สระน้ำผุด ปากช่อง</span></a></strong></p>
<p>บ่อน้ำพุธรรมชาติบ้านท่าช้าง ตั้งอยู่ในตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง เป็นตาน้ำที่มีน้ำไหลมาตลอดปี โดยธรรมชาติน้ำที่ผุดขึ้นมาเป็นน้ำฝนที่ตกไปอยู่ในใต้ดินและก่อนที่จะผุดขึ้นมาจากผิวดินก็ได้รับการกรองจากก้อนหิน ที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตสูง ทำให้น้ำมีความใส ลักษณะของน้ำมีสีฟ้าเขียวมีคุณสมบัติความเป็นด่างของน้ำนั่นเองคล้ายกับ สระมรกตที่กระบี่ ทัศนียภาพรอบบ่อน้ำ เต็มไปด้วยต้นไม้เป็นร่มเงา เขียวขจี เหมาะสำหรับมาปิคนิคและนั่งพักผ่อน บริเวณหน้าทางเข้ามี ร้านขายอาหาร ประเภทส้มตำ ไก่ย่างอยู่หลายร้านสามารถ นำเข้าไปทานข้างในได้</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#625344;border-color:#4f4337;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#92877d;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม (วัดพระขาว)</span></a></strong></p>
<p>วัดเทพพิทักษ์ปุณณารามตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า หมู่บ้านกลางดง เป็นวัดที่ประดิษฐาน “พระพุทธสกลสีมามงคล” เป็นชื่อที่ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.9) ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า “หลวงพ่อขาว” หรือ “หลวงพ่อใหญ่” หลวงพ่อขาว ขนาดหน้าตักกว้าง 27.25 เมตร สูง 45 เมตร สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูงจากระดับพื้นดิน 112 เมตร</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#941e17;border-color:#771813;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#b5625d;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> เขาใหญ่พาโนราม่าฟาร์ม</span></a></strong></p>
<p>แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของเขาใหญ่ เป็นฟาร์มเห็ดที่ได้รับการตกแต่งน่ารัก โดนใจคนรักเห็ดเมื่อเดินทางเข้ามาในเขตฟาร์มจะได้พบกับเหล่าประติมากรรมเห็ดยักษ์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นร่มเงา ทำให้บรรยากาศการเดินเที่ยวชมฟาร์มเห็ดเป็นไปอย่างสนุกสนาน โดยมุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมฟาร์มได้รับการต้อนรับและดูแลอย่างอบอุ่น เป็นกันเอง มีมัคคุเทศก์ พาเยี่ยมชม รวมถึงมีอาหารอร่อยจาก เมนูเห็ดที่หลากหลาย ชิมกาแฟเห็ดหลินจือ ที่เป็นสูตรเฉพาะของที่ฟาร์ม ทุกๆมุมของฟาร์มจึงเปี่ยมไปด้วยความสุข สนุกสนาน ครบครัน</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#f49a17;border-color:#c47c13;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#f8b95d;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> Toscana valley</span></a></strong></p>
<p>ที่นี่อาจไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว เพราะคือ ที่พักสำหรับนักเดินทางที่ใฝ่หาอารมณ์พักผ่อนสุดหรู แสนจะสะดวกสบาย แต่ถึงแม้ไม่ได้พักเราก็สามารถเข้ารับประทานอาหารพร้อมถ่ายรูปกับประติมากรรมและอาคารแสนเก๋ ที่จำลองมาจากแคว้นทัสคานี ในประเทศอิตาลีได้เช่นกัน ภายใน Toscana valley กว้างขวางและมีพื้นที่สวย หลากหลายมุมให้เราได้ถ่ายภาพ ทั้งในส่วนของร้านอาหารและพื้นที่ด้านหน้าทางเข้า ที่สามารถมองเห็น ตึกโดดเด่นท่ามกลางต้นไม้และท้องฟ้าสีสดใสเรียงรายกัน เหมือนเรากำลังอยู่ท่ามกลางอิตาลีขนาดย่อม</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#9a8f9b;border-color:#7c737c;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#b9b1b9;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> Sheep Land เขาใหญ่</span></a></strong></p>
<p>แหล่งท่องเที่ยวท่ามกลางบรรยากาศดีๆ ของเขาใหญ่ ในส่วนด้านหน้าของพื้นที่ จะเปิดเป็นร้านกาแฟและร้านค้า ขนาดเล็กมีทั้งร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายของที่ระลึก ร้านขายเครื่องดื่ม soft drink ร้านขายเครื่องปั้นดินเผารูปแกะน่ารักๆ ร้านขาย สินค้า แฮนด์เมดจากผลิตภัณฑ์ขนแกะต่างๆ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีส่วนของเกมโซน เป็นจุดเล่นเกมชิงรางวัลตุ๊กตาแกะด้วย เข้าชมฟาร์มแกะ สัมผัสความน่ารักของบรรดาเหล่าแกะหลากหลายสายพันธุ์ พร้อมกิจกรรมป้อนนมแกะ อย่างใกล้ชิดสุดๆ</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#eec022;border-color:#bf9a1c;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#f4d365;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> ไร่สุวรรณ</span></a></strong></p>
<p>หากพูดถึงนมข้าวโพด ต้องนึกถึงไร่สุวรรณ ที่นี่คือศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ และสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจที่เต็มไปด้วยพื้นที่ของไร่ข้าวโพดสุดลูกหูลูกตา โดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์ข้าวโพดที่ทั้งสดและใหม่ รวมถึงการตกแต่งสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน มีสวนดอกไม้และมุมถ่ายภาพสวยหลากหลายมุม ด้านหน้าไร่จะมีร้านขายของฝากที่ดุเด่นคือ ข้าวโพดหวานทั้งแบบต้มและที่ยังไม่ต้มให้เราได้เลือกซื้อตามใจชอบ นอกจากนี้ยังมีน้ำนมข้าวโพดและผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมายให้เลือกซื้อติดไม้ติดมือกลับมาเป็นของฝาก</p>
<p><strong><a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#6f7d88;border-color:#59646d;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#9ba4ac;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-hand-o-right" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> ตลาดน้ำกลางดง</span></a></strong></p>
<p>ตลาดน้ำกลางดง ตั้งอยู่ในอำเภอกลางดง ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในปากช่อง ที่นี่เป็นตลาดน้ำแนวคิดศิลปะ ขนาดย่อม บนพื้นที่ 8-10 ไร่ ในป่าเขากลางดง โดยการนำเอาศิลปะเข้ามาใช้ ทั้งการจัดตกแต่งสวน ร้านค้าต่างๆ English Garden Style จึงทำให้ศิลปะกลายมาเป็นจุดเด่น ที่ทำให้ที่นี่มีเอกลัษณ์ไม่เหมือนใคร กลายเป็น แนวคิด Art Floating Market หรือตลาดน้ำศิลปะขึ้นมา ภายในบรรยากาศร่มรื่น ไปด้วยต้นไม้ที่เขียวขจี สดใส ประดับประดาด้วยงานศิลปะตลอดทางเดิน เน้นรูปแบบของ วิถีชีวิตคนท้องถิ่นเป็นจุดขาย โดยที่ตลาดน้ำกลางดง ได้นำเอาศิลปะเข้ามาปรับแต่งภายในบริเวณโดยที่มีรูปแบบที่เกิดจากจินตนาการล้วน ๆ<br />
</div></div></div></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จำไว้เมื่อใช้สนามบิน</title>
		<link>https://insiam.com/beware-at-airport/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Nov 2017 04:32:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[คนชอบเที่ยว]]></category>
		<category><![CDATA[ควรรู้และระวังเมื่ออยู่ในสนามบิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1171</guid>

					<description><![CDATA[จะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้ต่างชาติเข้าออกสนามบินเป็นว่าเล่น คนไทยเราก้อเป็นผู้โดยสารหลักที่เข้าออกเป็นประจำ เลยคิดว่าสิ่งที่คนไทยเราควรรู้และระวังเมื่อใช้บริการในสนามบิน อย่ารับฝากของทุกกรณี การใช้บันไดเลื่อนกับกระเป๋าล้อลาก อย่าปล่อยให้กระเป๋าอยู่ตามลำพัง ต้องมีคนคอยดูกระเป๋าตลอด อย่าลืมของในห้องน้ำ อย่าลืมของตรงจุดตรวจค้นหรืออุโมงค์เอ็กซเรย์ อย่าหยิบกระเป๋าผิดเด็ดขาด อย่าเดินหาเพื่อนร่วมทาง อาจพลัดหลงได้ อย่าเผลอทานยาก่อนขึ้นเครื่อง อาจทำให้ง่วงนอนและการตัดสินใจก้อจะไม่ดี]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี้ต่างชาติเข้าออกสนามบินเป็นว่าเล่น คนไทยเราก้อเป็นผู้โดยสารหลักที่เข้าออกเป็นประจำ เลยคิดว่าสิ่งที่คนไทยเราควรรู้และระวังเมื่อใช้บริการในสนามบิน</p>
<ol>
<li>อย่ารับฝากของทุกกรณี</li>
<li>การใช้บันไดเลื่อนกับกระเป๋าล้อลาก</li>
<li>อย่าปล่อยให้กระเป๋าอยู่ตามลำพัง ต้องมีคนคอยดูกระเป๋าตลอด</li>
<li>อย่าลืมของในห้องน้ำ</li>
<li>อย่าลืมของตรงจุดตรวจค้นหรืออุโมงค์เอ็กซเรย์</li>
<li>อย่าหยิบกระเป๋าผิดเด็ดขาด</li>
<li>อย่าเดินหาเพื่อนร่วมทาง อาจพลัดหลงได้</li>
<li>อย่าเผลอทานยาก่อนขึ้นเครื่อง อาจทำให้ง่วงนอนและการตัดสินใจก้อจะไม่ดี</li>
</ol>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เศรษฐกิจพอเพียง</title>
		<link>https://insiam.com/sufficient-economy/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 02 Oct 2017 08:10:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เก็บตกคติข้อคิดดีๆ]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจพอเพียง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1163</guid>

					<description><![CDATA[จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตกสลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่มสูญหายไป ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-3d" style="color:#FFFFFF;background-color:#1a447d;border-color:#153764;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#5f7da4;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-home" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> เศรษฐกิจพอเพียง Sufficient Economy<br />
</span></a>
<strong>จุดเริ่มต้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง</strong></p>
<p>ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน<br />
แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตกสลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่มสูญหายไป</p>
<p>ผลจากการใช้แนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยอย่างมากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งกระบวนการของความเปลี่ยนแปลงมีความสลับซับซ้อนจนยากที่จะอธิบายในเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดต่างเป็นปัจจัยเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน</p>
<p>สำหรับผลของการพัฒนาในด้านบวกนั้น ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเจริญทางวัตถุ และสาธารณูปโภคต่างๆ ระบบสื่อสารที่ทันสมัย หรือการขยายปริมาณและกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงมากขึ้น แต่ผลด้านบวกเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจายไปถึงคนในชนบท หรือผู้ด้อยโอกาสในสังคมน้อย</p>
<p>แต่ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้เกิดผลลบติดตามมาด้วย เช่น การขยายตัวของรัฐเข้าไปในชนบท ได้ส่งผลให้ชนบทเกิดความอ่อนแอในหลายด้าน ทั้งการต้องพึ่งพิงตลาดและพ่อค้าคนกลางในการสั่งสินค้าทุน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติ และการรวมกลุ่มกันตามประเพณีเพื่อการจัดการทรัพยากรที่เคยมีอยู่แต่เดิมแตกสลายลง ภูมิความรู้ที่เคยใช้แก้ปัญหาและสั่งสมปรับเปลี่ยนกันมาถูกลืมเลือนและเริ่มสูญหายไป</p>
<p>สิ่งสำคัญ ก็คือ ความพอเพียงในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ทำให้คนไทยสามารถพึ่งตนเอง และดำเนินชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรีภายใต้อำนาจและความมีอิสระในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ความสามารถในการควบคุมและจัดการเพื่อให้ตนเองได้รับการสนองตอบต่อความต้องการต่างๆ รวมทั้งความสามารถในการจัดการปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นศักยภาพพื้นฐานที่คนไทยและสังคมไทยเคยมีอยู่แต่เดิม ต้องถูกกระทบกระเทือน ซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาฟองสบู่และปัญหาความอ่อนแอของชนบท รวมทั้งปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนแต่เป็นข้อพิสูจน์และยืนยันปรากฏการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี</p>
<p>พระราชดำริว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>&#8230;การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป&#8230; (๑๘ กรกฎาคม ๒๕๑๗)</p>
<p>เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า ๓๐ ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ที่สำคัญจะต้องมี สติ ปัญญา และความเพียร ซึ่งจะนำไปสู่ ความสุข ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง</p>
<p>&#8230;คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐานตั้งปณิธาน ในทางนี้ที่จะให้เมืองไทยอยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวดได้&#8230; (๔ ธันวาคม ๒๕๑๗)</p>
<p>พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น</p>
<p>ซึ่งหมายถึง แทนที่จะเน้นการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมนำการพัฒนาประเทศ ควรที่จะสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจพื้นฐานก่อน นั่นคือ ทำให้ประชาชนในชนบทส่วนใหญ่พอมีพอกินก่อน เป็นแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายรายได้ เพื่อสร้างพื้นฐานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก่อนเน้นการพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป</p>
<p>ทรงเตือนเรื่องพออยู่พอกิน ตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ คือ เมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว</p>
<p>แต่ทิศทางการพัฒนามิได้เปลี่ยนแปลง</p>
<p>&#8230;เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย&#8230; (๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)</p>
<p>เศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ</p>
<p>ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังนี้</p>
<p>๑. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ</p>
<p>๒. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ</p>
<p>๓. ภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต</p>
<p>โดยมี เงื่อนไข ของการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียง ๒ ประการ  ดังนี้</p>
<p>๑. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในการปฏิบัติ</p>
<p>๒. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักใน คุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต</p>
<p>Ø พระราชดำรัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>&#8230;เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสำหรับซื้อน้ำมันสำหรับรถไถ เวลารถไถเก่าเราต้องยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อนน้ำมันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ย แล้วก็ใช้ได้สำหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙</p>
<p>&#8230;เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอดไป&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔</p>
<p>&#8230;ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่เขาเรียกว่าเล็งผลเลิศ ก็เห็นว่าประเทศไทย เรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มีกำไร อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่าเรากำลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วก็ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖</p>
<p>&#8230;เดี๋ยวนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ดีพอสมควร ใช้คำว่า พอสมควร เพราะเดี๋ยวมีคนเห็นว่ามีคนจน คนเดือดร้อน จำนวนมากพอสมควร แต่ใช้คำว่า พอสมควรนี้ หมายความว่าตามอัตตภาพ&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙</p>
<p>&#8230;ที่เป็นห่วงนั้น เพราะแม้ในเวลา ๒ ปี ที่เป็นปีกาญจนาภิเษกก็ได้เห็นสิ่งที่ทำให้เห็นได้ว่า ประชาชนยังมีความเดือดร้อนมาก และมีสิ่งที่ควรจะแก้ไขและดำเนินการต่อไปทุกด้าน มีภัยจากธรรมชาติกระหน่ำ ภัยธรรมชาตินี้เราคงสามารถที่จะบรรเทาได้หรือแก้ไขได้ เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาพอใช้ มีภัยที่มาจากจิตใจของคน ซึ่งก็แก้ไขได้เหมือนกัน แต่ว่ายากกว่าภัยธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งนอกกายเรา แต่นิสัยใจคอของคนเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากให้จัดการให้มีความเรียบร้อย แต่ก็ไม่หมดหวัง&#8230;<br />
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙</p>
<p>&#8230;การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙.</p>
<p>&#8230;เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑</p>
<p>&#8230;พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑</p>
<p>&#8230;ไฟดับถ้ามีความจำเป็น หากมีเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ เรามีเครื่องปั่นไฟก็ใช้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเป็นขั้นๆ แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์นี่เป็นสิ่งทำไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน ถ้ามีการช่วยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็ไม่ใช่พอเพียงแล้ว แต่ว่าพอเพียงในทฤษฎีในหลวงนี้ คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒</p>
<p>&#8230;โครงการต่างๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ ต้องมีความสอดคล้องกันดีที่ไม่ใช่เหมือนทฤษฎีใหม่ ที่ใช้ที่ดินเพียง ๑๕ ไร่ และสามารถที่จะปลูกข้าวพอกิน กิจการนี้ใหญ่กว่า แต่ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน เขานึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ห่างไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง แต่ที่จริงแล้ว เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน&#8230;</p>
<p>พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา</p>
<p>ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒</p>
<p>&#8230;ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป&#8230;</p>
<p>พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล</p>
<p>๑๗ มกราคม ๒๕๔๔</p>
<p>ประเทศไทยกับเศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>เศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นให้ผู้ผลิต หรือผู้บริโภค พยายามเริ่มต้นผลิต หรือบริโภคภายใต้ขอบเขต ข้อจำกัดของรายได้ หรือทรัพยากรที่มีอยู่ไปก่อน ซึ่งก็คือ หลักในการลดการพึ่งพา เพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมการผลิตได้ด้วยตนเอง และลดภาวะ การเสี่ยงจากการไม่สามารถควบคุมระบบตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p>เศรษฐกิจพอเพียงมิใช่หมายความถึง การกระเบียดกระเสียนจนเกินสมควร หากแต่อาจฟุ่มเฟือยได้เป็นครั้งคราวตามอัตภาพ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ มักใช้จ่ายเกินตัว เกินฐานะที่หามาได้</p>
<p>เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้ เช่น โดยพื้นฐานแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เศรษฐกิจของประเทศจึงควรเน้นที่เศรษฐกิจการเกษตร เน้นความมั่นคงทางอาหาร เป็นการสร้างความมั่นคงให้เป็นระบบเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง จึงเป็นระบบเศรษฐกิจที่ช่วยลดความเสี่ยง หรือความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้</p>
<p>เศรษฐกิจพอเพียง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับ ทุกสาขา ทุกภาคของเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดเฉพาะแต่ภาคการเกษตร หรือภาคชนบท แม้แต่ภาคการเงิน ภาคอสังหาริมทรัพย์ และการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ</p>
<p>โดยมีหลักการที่คล้ายคลึงกันคือ เน้นการเลือกปฏิบัติอย่างพอประมาณ มีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเองและสังคม</p>
<p>การดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริพอเพียง</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าใจถึงสภาพสังคมไทย ดังนั้น เมื่อได้พระราชทานแนวพระราชดำริ หรือพระบรมราโชวาทในด้านต่างๆ จะทรงคำนึงถึงวิถีชีวิต สภาพสังคมของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิด ที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในทางปฏิบัติได้</p>
<p>แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง</p>
<p>๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต</p>
<p>๒. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์สุจริต</p>
<p>๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกันในทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง</p>
<p>๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ</p>
<p>๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตนตามหลักศาสนา</p>
<p>ตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>ทฤษฎีใหม่ คือ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงที่เด่นชัดที่สุด ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรินี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่มักประสบปัญหาทั้งภัยธรรมชาติและปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อการทำการเกษตร ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก</p>
<p>ความเสี่ยงที่เกษตรกร มักพบเป็นประจำ ประกอบด้วย</p>
<p>๑. ความเสี่ยงด้านราคาสินค้าเกษตร</p>
<p>๒. ความเสี่ยงในราคาและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตสมัยใหม่จากต่างประเทศ</p>
<p>๓. ความเสี่ยงด้านน้ำ ฝนทิ้งช่วง ฝนแล้ง</p>
<p>๔. ภัยธรรมชาติอื่นๆ และโรคระบาด</p>
<p>๕. ความเสี่ยงด้านแบบแผนการผลิต</p>
<p>๖. ความเสี่ยงด้านโรคและศัตรูพืช</p>
<p>๗. ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนแรงงาน</p>
<p>๘. ความเสี่ยงด้านหนี้สินและการสูญเสียที่ดิน</p>
<p>ทฤษฎีใหม่ จึงเป็นแนวทางหรือหลักการในการบริหารการจัดการที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>
<p>ความสำคัญของทฤษฎีใหม่</p>
<p>๑. มีการบริหารและจัดแบ่งที่ดินแปลงเล็กออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน</p>
<p>๒. มีการคำนวณโดยใช้หลักวิชาการเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่จะกักเก็บให้พอเพียงต่อการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตลอดปี</p>
<p>๓. มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกษตรกรรายย่อย โดยมีถึง ๓ ขั้นตอน</p>
<p>ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น</p>
<p>ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง</p>
<p>พื้นที่ส่วนที่หนึ่ง ประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์และพืชน้ำต่างๆ</p>
<p>พื้นที่ส่วนที่สอง ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝนเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครอบครัวให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้</p>
<p>พื้นที่ส่วนที่สาม ประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย</p>
<p>พื้นที่ส่วนที่สี่ ประมาณ ๑๐% เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง และโรงเรือนอื่นๆ</p>
<p>ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง</p>
<p>เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้าน</p>
<p>(๑) การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)</p>
<p>&#8211; เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่ม ตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก</p>
<p>(๒) การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)</p>
<p>&#8211; เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย</p>
<p>(๓) การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)</p>
<p>&#8211; ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่างๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง</p>
<p>(๔) สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)</p>
<p>&#8211; แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน</p>
<p>(๕) การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)</p>
<p>&#8211; ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชมชนเอง</p>
<p>(๖) สังคมและศาสนา</p>
<p>&#8211; ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวโดยกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ</p>
<p>ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม</p>
<p>เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคาร หรือบริษัทเอกชนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ</p>
<p>&#8211; เกษตรกรขายข้าวได้ราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)</p>
<p>&#8211; ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)</p>
<p>&#8211; เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ราคาขายส่ง)</p>
<p>&#8211; ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น</p>
<p>หลักการและแนวทางสำคัญ</p>
<p>๑. เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน ทั้งนี้ ชุมชนต้องมีความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันทำนองเดียวกับการ ลงแขก แบบดั้งเดิมเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงานด้วย</p>
<p>๒. เนื่องจากข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนจะต้องบริโภค ดังนั้น จึงประมาณว่าครอบครัวหนึ่งทำนาประมาณ ๕ ไร่ จะทำให้มีข้าวพอกินตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอิสรภาพ</p>
<p>๓. ต้องมีน้ำเพื่อการเพาะปลูกสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วงได้อย่างพอเพียง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องกันที่ดินส่วนหนึ่งไว้ขุดสระน้ำ โดยมีหลักว่าต้องมีน้ำเพียงพอที่จะเพาะปลูกได้ตลอดปี ทั้งนี้ ได้พระราชทานพระราชดำริเป็นแนวทางว่า ต้องมีน้ำ ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อการเพาะปลูก ๑ ไร่ โดยประมาณ ฉะนั้น เมื่อทำนา ๕ ไร่ ทำพืชไร่ หรือไม้ผลอีก ๕ ไร่ (รวมเป็น ๑๐ ไร่) จะต้องมีน้ำ ๑๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรต่อปี</p>
<p>ดังนั้น หากตั้งสมมติฐานว่า มีพื้นที่ ๕ ไร่ ก็จะสามารถกำหนดสูตรคร่าวๆ ว่า แต่ละแปลง ประกอบด้วย</p>
<p>&#8211; นาข้าว ๕ ไร่</p>
<p>&#8211; พืชไร่ พืชสวน ๕ ไร่</p>
<p>&#8211; สระน้ำ ๓ ไร่ ขุดลึก ๔ เมตร จุน้ำได้ประมาณ ๑๙,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่เพียงพอที่จะสำรองไว้ใช้ยามฤดูแล้ง</p>
<p>&#8211; ที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ๒ ไร่</p>
<p>รวมทั้งหมด ๑๕ ไร่ แต่ทั้งนี้ ขนาดของสระเก็บน้ำขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อม ดังนี้</p>
<p>&#8211; ถ้าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรอาศัยน้ำฝน สระน้ำควรมีลักษณะลึก เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำระเหยได้มากเกินไป ซึ่งจะทำให้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี</p>
<p>&#8211; ถ้าเป็นพื้นที่ทำการเกษตรในเขตชลประทาน สระน้ำอาจมีลักษณะลึก หรือตื้น และแคบ หรือกว้างก็ได้ โดยพิจารณาตามความเหมาะสม เพราะสามารถมีน้ำมาเติมอยู่เรื่อยๆ</p>
<p>การมีสระเก็บน้ำก็เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างสม่ำเสมอทั้งปี (ทรงเรียกว่า Regulator หมายถึงการควบคุมให้ดี มีระบบน้ำหมุนเวียนใช้เพื่อการเกษตรได้โดยตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าแล้งและระยะฝนทิ้งช่วง แต่มิได้หมายความว่า เกษตรกรจะสามารถปลูกข้าวนาปรังได้ เพราะหากน้ำในสระเก็บน้ำไม่พอ ในกรณีมีเขื่อนอยู่บริเวณใกล้เคียงก็อาจจะต้องสูบน้ำมาจากเขื่อน ซึ่งจะทำให้น้ำในเขื่อนหมดได้ แต่เกษตรกรควรทำนาในหน้าฝน และเมื่อถึงฤดูแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงให้เกษตรกรใช้น้ำที่เก็บตุนนั้น ให้เกิดประโยชน์ทางการเกษตรอย่างสูงสุด โดยพิจารณาปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาล เพื่อจะได้มีผลผลิตอื่นๆ ไว้บริโภคและสามารถนำไปขายได้ตลอดทั้งปี</p>
<p>๔. การจัดแบ่งแปลงที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและคำนึงจากอัตราการถือครองที่ดินถัวเฉลี่ยครัวเรือนละ ๑๕ ไร่ อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรมีพื้นที่ถือครองน้อยกว่านี้ หรือมากกว่านี้ ก็สามารถใช้อัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ เป็นเกณฑ์ปรับใช้ได้ กล่าวคือ</p>
<p>ร้อยละ ๓๐ ส่วนแรก ขุดสระน้ำ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯลฯ ได้ด้วย) บนสระอาจสร้างเล้าไก่และบนขอบสระน้ำอาจปลูกไม้ยืนต้นที่ไม่ใช้น้ำมากโดยรอบได้</p>
<p>ร้อยละ ๓๐ ส่วนที่สอง ทำนา</p>
<p>ร้อยละ ๓๐ ส่วนที่สาม ปลูกพืชไร่ พืชสวน (ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้เพื่อเป็นเชื้อฟืน ไม้สร้างบ้าน พืชไร่ พืชผัก สมุนไพร เป็นต้น)</p>
<p>ร้อยละ ๑๐ สุดท้าย เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ (ทางเดิน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวเป็นสูตร หรือหลักการโดยประมาณเท่านั้น สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ดิน ปริมาณน้ำฝน และสภาพแวดล้อม เช่น ในกรณีภาคใต้ที่มีฝนตกชุก หรือพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำมาเติมสระได้ต่อเนื่อง ก็อาจลดขนาดของบ่อ หรือสระเก็บน้ำให้เล็กลง เพื่อเก็บพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์อื่นต่อไปได้</p>
<p>๕. การดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ มีปัจจัยประกอบหลายประการ ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น ดังนั้น เกษตรกรควรขอรับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ด้วย และที่สำคัญ คือ ราคาการลงทุนค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดสระน้ำ เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากส่วนราชการ มูลนิธิ และเอกชน</p>
<p>๖. ในระหว่างการขุดสระน้ำ จะมีดินที่ถูกขุดขึ้นมาจำนวนมาก หน้าดินซึ่งเป็นดินดี ควรนำไปกองไว้ต่างหากเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชต่างๆ ในภายหลัง โดยนำมาเกลี่ยคลุมดินชั้นล่างที่เป็นดินไม่ดี หรืออาจนำมาถมทำขอบสระน้ำ หรือยกร่องสำหรับปลูกไม้ผลก็จะได้ประโยชน์อีกทางหนึ่ง</p>
<p>ตัวอย่างพืชที่ควรปลูกและสัตว์ที่ควรเลี้ยง</p>
<p>ไม้ผลและผักยืนต้น : มะม่วง มะพร้าว มะขาม ขนุน ละมุด ส้ม กล้วย น้อยหน่า มะละกอ กระท้อน แคบ้าน มะรุม สะเดา ขี้เหล็ก กระถิน ฯลฯ</p>
<p>ผักล้มลุกและดอกไม้ : มันเทศ เผือก ถั่วฝักยาว มะเขือ มะลิ ดาวเรือง บานไม่รู้โรย กุหลาบ รัก และซ่อนกลิ่น เป็นต้น</p>
<p>เห็ด : เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดเป๋าฮื้อ เป็นต้น</p>
<p>สมุนไพรและเครื่องเทศ : หมาก พลู พริกไท บุก บัวบก มะเกลือ ชุมเห็ด หญ้าแฝก และพืชผักบางชนิด เช่น กะเพรา โหระพา สะระแหน่ แมงลัก และตะไคร้ เป็นต้น</p>
<p>ไม้ใช้สอยและเชื้อเพลิง : ไผ่ มะพร้าว ตาล กระถินณรงค์ มะขามเทศ สะแก ทองหลาง จามจุรี กระถิน สะเดา ขี้เหล็ก ประดู่ ชิงชัน และยางนา เป็นต้น</p>
<p>พืชไร่ : ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ อ้อย มันสำปะหลัง ละหุ่ง นุ่น เป็นต้น พืชไร่หลายชนิดอาจเก็บเกี่ยวเมื่อผลผลิตยังสดอยู่ และจำหน่ายเป็นพืชประเภทผักได้ และมีราคาดีกว่าเก็บเมื่อแก่ ได้แก่ ข้าวโพด ถัวเหลือง ถั่วลิสง ถั่วพุ่ม ถั่วมะแฮะ อ้อย และมันสำปะหลัง</p>
<p>พืชบำรุงดินและพืชคลุมดิน : ถั่วมะแฮะ ถั่วฮามาต้า โสนแอฟริกัน โสนพื้นเมือง ปอเทือง ถั่วพร้า ขี้เหล็ก กระถิน รวมทั้งถั่วเขียวและถั่วพุ่ม เป็นต้น และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วไถกลบลงไปเพื่อบำรุงดินได้</p>
<p>หมายเหตุ : พืชหลายชนิดใช้ทำประโยชน์ได้มากกว่าหนึ่งชนิด และการเลือกปลูกพืชควรเน้นพืชยืนต้นด้วย เพราะการดูแลรักษาในระยะหลังจะลดน้อยลง มีผลผลิตทยอยออกตลอดปี ควรเลือกพืชยืนต้นชนิดต่างๆ กัน ให้ความร่มเย็นและชุ่มชื้นกับที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม และควรเลือกต้นไม้ให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ เช่น ไม่ควรปลูกยูคาลิปตัสบริเวณขอบสระ ควรเป็นไม้ผลแทน เป็นต้น</p>
<p>สัตว์เลี้ยงอื่นๆ ได้แก่ สัตว์น้ำ : ปลาไน ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาดุก เพื่อเป็นอาหารเสริมประเภทโปรตีน และยังสามารถนำไปจำหน่ายเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย ในบางพื้นที่สามารถเลี้ยงกบได้</p>
<p>สุกร หรือ ไก่ เลี้ยงบนขอบสระน้ำ ทั้งนี้ มูลสุกรและไก่สามารถนำมาเป็นอาหารปลา บางแห่งอาจเลี้ยงเป็ดได้</p>
<p>ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่</p>
<p>๑. ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยาก และเลี้ยงตนเองได้ตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>๒. ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่างๆ ที่ใช้น้ำน้อยได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน</p>
<p>๓. ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำดีตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้โดยไม่เดือดร้อนในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ</p>
<p>๔. ในกรณีที่เกิดอุทกภัย เกษตรกรสามารถที่จะฟื้นตัวและช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนัก ซึ่งเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย</p>
<p>ทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์</p>
<p>ทฤษฎีใหม่ที่ดำเนินการโดยอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำฝน จะอยู่ในลักษณะ หมิ่นเหม่ เพราะหากปีใดฝนน้อย น้ำอาจจะไม่เพียงพอ ฉะนั้น การที่จะทำให้ทฤษฎีใหม่สมบูรณ์ได้นั้น จำเป็นต้องมีสระเก็บกักน้ำที่มีประสิทธิภาพและเต็มความสามารถ โดยการมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มเติมน้ำในสระเก็บกักน้ำให้เต็มอยู่เสมอ ดังเช่น กรณีของการทดลองที่โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสระบุรี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสนอวิธีการ ดังนี้</p>
<p>ระบบทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์</p>
<p>อ่างใหญ่ เติมอ่างเล็ก อ่างเล็ก เติมสระน้ำ</p>
<p>จากภาพ วงกลมเล็ก คือสระน้ำที่เกษตรกรขุดขึ้นตามทฤษฎีใหม่ เมื่อเกิดช่วงขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง เกษตรกรสามารถสูบน้ำมาใช้ประโยชน์ได้ และหากน้ำในสระน้ำไม่เพียงพอก็ขอรับน้ำจากอ่างห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ซึ่งได้ทำระบบส่งน้ำเชื่อมต่อทางท่อลงมายังสระน้ำที่ได้ขุดไว้ในแต่ละแปลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถมีน้ำใช้ตลอดปี</p>
<p>กรณีที่เกษตรกรใช้น้ำกันมาก อ่างห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็อาจมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอ ก็สามารถใช้วิธีการผันน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (อ่างใหญ่) ต่อลงมายังอ่างเก็บน้ำห้วยหินขาว (อ่างเล็ก) ก็จะช่วยให้มีปริมาณน้ำมาเติมในสระของเกษตรกรพอตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องเสี่ยง</p>
<p>ระบบการจัดการทรัพยากรน้ำตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สามารถทำให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด จากระบบส่งท่อเปิดผ่านไปตามแปลงไร่นาต่างๆ ถึง ๓-๕ เท่า เพราะยามหน้าฝน นอกจากจะมีน้ำในอ่างเก็บน้ำแล้ว ยังมีน้ำในสระของราษฎรเก็บไว้พร้อมกันด้วย ทำให้มีปริมาณน้ำเพิ่มอย่างมหาศาล น้ำในอ่างที่ต่อมาสู่สระจะทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำรอง คอยเติมเท่านั้นเอง</p>
<p>แปลงสาธิตทฤษฎีใหม่ของมูลนิธิชัยพัฒนา</p>
<p>ท่านที่สนใจสามารถขอคำปรึกษาและเยี่ยมชมแปลงสาธิตทฤษฎีใหม่ได้ ดังนี้</p>
<p>๑. สำนักบริหารโครงการ สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา</p>
<p>โทรศัพท์ ๐ ๒๒๘๒ ๔๔๒๕ โทรสาร ๐ ๒๒๘๒ ๓๓๔๑</p>
<p>๒. โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสระบุรี</p>
<p>โทรศัพท์ / โทรสาร ๐ ๓๖๔๙ ๙๑๘๑</p>
<p>๓. โครงการแปลงสาธิตการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริ (ทฤษฎีใหม่) อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี</p>
<p>โทรศัพท์ / โทรสาร ๐ ๓๒๓๓ ๗๔๐๗</p>
<p>๔. โครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี</p>
<p>โทรศัพท์ / โทรสาร ๐ ๓๒๕๙ ๔๐๖๗</p>
<p>๕. โครงการสาธิตทฤษฎีใหม่ อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์</p>
<p>โทรศัพท์ / โทรสาร ๐ ๔๓๘๕ ๙๐๘๙</p>
<p>๖.โครงการสาธิตทฤษฎีใหม่ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา</p>
<p>โทรศัพท์ / โทรสาร ๐ ๔๔๓๒ ๕๐๔๘</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การลงโทษของไทย</title>
		<link>https://insiam.com/thai-penalty-history/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Nov 2016 12:37:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ancient thai penalty]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์การลงโทษไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1114</guid>

					<description><![CDATA[การลงโทษผู้กระทำผิดของประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งอาจแบ่งวิวัฒนาการเป็น 3 ยุค คือ 1. ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 บทลงโทษในสมัยโบราณ 21 สถาน สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การลงโทษผู้กระทำผิดของประเทศไทย</strong>ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ซึ่งอาจแบ่งวิวัฒนาการเป็น 3 ยุค คือ</p>
<blockquote><p>1. ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5</p></blockquote>
<p><strong>บทลงโทษในสมัยโบราณ 21 สถาน</strong></p>
<p>สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม</p>
<p>สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผม เบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออก เสียแล้วเอากรวดทราย หยาบขัดกระบานศีศะ ชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์</p>
<p>สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง)เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปาก ไว้ให้โลหิตไหลออก เต็มปาก</p>
<p>สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาเพลิงจุด</p>
<p>สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาเพลิงจุด</p>
<p>สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึง ข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อ ริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่า ตีจำ ให้เดินไป กว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้วตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอว และให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้ง เป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้า กระทำหนังเบื้องบนให้คลุม ลงมาเหมือนนุ่งผ้า</p>
<p>สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้างข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน (ลน) ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 9 คือ ให้เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก (เปิด)หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 10 คือ ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง (นำเนื้อมาชั่งให้ได้น้ำหนักหนึ่งตำลึง:มาตราวัดสมัยโบราณ) จนกว่าจะสิ้นมังสา (เนื้อ)</p>
<p>สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดคอ รูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ ให้ลอกออกให้สิ้น ให้อยู่แต่ร่างกระดูก</p>
<p>สถาน 12 คือ ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่น กับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน (เวียนเทียน)</p>
<p>สถาน 13 คือ ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา (ลูกหิน) บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอม แล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า</p>
<p>สถาน 14 คือ ให้เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่านแล้วลาดสาดลงมาแต่ศีศะ (ศีรษะ) จนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 15 คือ ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยาก แล้วปล่อยให้กัดทึ้ง เนื้อหนังกินให้เหลือแต่ ร่างกระดูกเปล่า</p>
<p>สถาน 16 คือ ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ</p>
<p>สถาน 17 คือ ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 18 คือ ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อน คลอกด้วยเพลิง พอหนังไหม้ แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อย ท่อนใหญ่เป็น ริ้วน้อยริ้วใหญ่</p>
<p>สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้ กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย</p>
<p>สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย</p>
<p><strong>การประหารชีวิตด้วยวิธีบั่นคอ</strong><br />
<strong>เพชฌฆาต</strong><br />
“ เพชฌฆาต ” นั้นเป็นตำแหน่งที่โปรดเกล้าพระราชทานให้แก่ผู้มีดวงอันเหมาะสมโดยจะมีบรรดาโหราจารย์นำดวงชะตาไปคำนวณอย่างละเอียดเพื่อประกอบในการคัดเลือก ทั้งนี้ด้วยถือกันว่า การประหารชีวิตคนอันเป็นสัตว์ประเสริฐนับเป็นกรรมหนักรุนแรง จึงต้องเฟ้นหาดวงเพชฌฆาตที่มีดวงคุ้มตัวเองได้ มิฉะนั้นชีวิตจะสั้น</p>
<p>พอเลือกเฟ้นได้คนที่มีดวงเหมาะสม ยังต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเพลงดาบอย่างดี ทั้งมีความรู้เกี่ยวกับดาบ มีความแม่นยำในการลงดาบ เพื่อขณะทำการประหารจะได้ไม่เป็นการทรมานนักโทษจนเกินไป และผู้เป็นเพชฌฆาตจะต้องมีความรู้ทางด้านคาถาอาคมเป็นพิเศษด้วยเช่น คาถาสวดวิญญาณผีตายโหง อาคมก่อนหยิบดาบเพชฌฆาต รวมทั้งสามารถแก้อาถรรพณ์หากผู้ถูกประหารมีวิชาด้านคงกระพันชาตรี</p>
<p>ตัวเพชฌฆาตหรือมือประหารเองจะต้องอยู่ประจำ ณ เรือนจำตั้งแต่ได้รับคำสั่งให้เตรียมการ จากนั้นเมื่อได้เวลาเพชฌฆาตจะอัญเชิญดาบออกจากที่ตั้งไปทำการบวงสรวงด้วยเครื่องเซ่น เพื่อปลุกดาบให้เข้มขลัง เสร็จพิธีแล้วจึงค่อยเก็บดาบไว้ที่ตั้งเดิมรอเวลาประหาร</p>
<p>เพชฌฆาตผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตมี 3 คน คือ ดาบที่หนึ่ง และตัวสำรองอีก 2 คน เรียกว่า ดาบสอง และ ดาบสาม ถ้าดาบหนึ่งฟันคอไม่ขาด ดาบสองจะต้องซ้ำ ถ้ายังไม่ขาดดาบสามก็ต้องเชือดให้ขาด</p>
<p><strong>ดาบเพชฌฆาต</strong><br />
ดาบหนึ่งจะมีความสั้นกว่าดาบสอง ใบดาบจะกว้างกว่าดาบสอง ทั้งด้ามดาบก็สั้นกว่า สันดาปจะหนาประมาณ ๑ ซ.ม. ส่วนด้ามดาบประกอบด้วยเหล็กรัด ใช้เชือกด้ายดิบถักหุ้มด้วยลวดลายรัดกุมเพื่อให้สาก ถนัดในการกระชับ ทั้งลงรักและยางไม้เพื่อรักษาด้วยให้คงทนต่อการใช้งาน สภาพดาบปลายจะหักลง แล้วงอนขึ้นคล้ายใบง้าวของจีนเพื่อให้เกิดน้ำหนักถ่วงทางโคนดาบให้ได้ดุล</p>
<p>ดาบสอง ใบดาบจะยาวกว่าดาบหนึ่งประมาณ ๘ ซ.ม. ใบดาบเรียวคล้ายดาบที่นักรบไทยโบราณทั่วไปใช้ ปลายดาบเฉียงต่ำรับกับความโค้งของใบดาบด้านล่าง สันดาปบางประมาณ ๐.๗ ซ.ม.</p>
<p>ดาบเพชฌฆาตคู่นี้ได้รับการทิ้งไว้ยัง ห้องพิเศษในคุกหลวง ห้ามผู้ใดแตะต้อง ทุกวันเสาร์จะมีการสังเวยด้วยเหล้าและไก่ต้มเป็นการบวงสรวง จนมีการเล่าขานกันว่า ดาบ ๒ เล่มดังกล่าวจะสั่นได้เองเหมือนถูกคนจับเขย่า และหลังจากดาบทั้งคู่สั่นไม่เกิน ๗ วันก็จะต้องมีพิธีประหารชีวิตนักโทษเกิดขึ้นทุกคราไป</p>
<p>ดาบเพชฌฆาตทั้งสองเล่มนี้ถูกใช้มาจนถึง รัชกาลที่ 6 จึงได้ยกเลิก แต่สำหรับชีวิตนักโทษที่สังเวยไปจากดาบคู่นี้ประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 ศพ</p>

<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_001.jpg'><img fetchpriority="high" decoding="async" width="532" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_001-532x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_001-532x400.jpg 532w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_001-320x240.jpg 320w" sizes="(max-width: 532px) 100vw, 532px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_002.jpg'><img decoding="async" width="653" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_002-653x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_003.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="645" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_003-645x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_004.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="650" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_004-650x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_005.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="461" height="357" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_005.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_005.jpg 461w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_005-300x232.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 461px) 100vw, 461px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_006.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="218" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_006.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_007.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="627" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_007-627x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_007-627x400.jpg 627w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_007-115x73.jpg 115w" sizes="auto, (max-width: 627px) 100vw, 627px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="393" height="303" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008.jpg 393w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008-300x231.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_008-345x265.jpg 345w" sizes="auto, (max-width: 393px) 100vw, 393px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_009.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="629" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_009-629x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_009-629x400.jpg 629w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_009-115x73.jpg 115w" sizes="auto, (max-width: 629px) 100vw, 629px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_010.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="303" height="227" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_010.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_010.jpg 303w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_010-300x225.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 303px) 100vw, 303px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_011.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="635" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_011-635x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_011-635x400.jpg 635w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_011-115x73.jpg 115w" sizes="auto, (max-width: 635px) 100vw, 635px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_012.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="371" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_012-371x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_013.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="550" height="331" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_013.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_013.jpg 550w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_013-300x181.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 550px) 100vw, 550px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_014.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="371" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_014-371x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_015.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="550" height="319" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_015.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_015.jpg 550w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_015-300x174.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 550px) 100vw, 550px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="458" height="274" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016.jpg 458w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016-300x179.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_016-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 458px) 100vw, 458px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_017.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="410" height="326" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_017.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_017.jpg 410w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_017-300x239.jpg 300w" sizes="auto, (max-width: 410px) 100vw, 410px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="399" height="255" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018.jpg 399w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018-300x192.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_018-115x73.jpg 115w" sizes="auto, (max-width: 399px) 100vw, 399px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_019.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="715" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/penalty_019-715x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>

<blockquote><p>ขั้นตอน และ ระเบียบปฏิบัติ เมื่อลูกขุน ณ ศาลาลูกขุน ณ ศาลหลวง วางโทษประหารชีวิต ก็จะนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประหารชีวิต</p></blockquote>
<ul>
<li>ก่อนจะนำตัวไปประหารชีวิต จะต้องถูกเฆี่ยน 3 ยกๆละ 30 ที รวม 90 ที</li>
<li>จัดอาหารคาวหวานมื้อสุดท้ายให้นักโทษกินก่อนประหาร และนิมนต์พระมาเทศน์ให้ฟัง</li>
<li>นักโทษประหารถูกจับนั่งมัดกับหลักไม้กางเขนแบบกาจับหลัก</li>
<li>เพชฌฆาตเอาดินเหนียวอุดหู อุดปาก และ แปะไว้ที่ต้นคอนักโทษ (บ้างก็ใช้ปูนเคี้ยวหมาก) เพื่อกำหนดตรงที่จะฟัน</li>
<li>จากนั้นเพชฌฆาตดาบสองจะร่ายรำไปมา เพื่อรอจังหวะให้จิตนักโทษสงบ พร้อมกับเพชฌฆาตดาบหนึ่งลงดาบฟันคอทันที</li>
<li>เมื่อประหารแล้ว เจ้าหน้าที่จะตัดส้นเท้า เพื่อถอดตรวนออกแล้วสับร่างกายหรือแล่เนื้อให้ทานแก่แร้งกา</li>
<li>เอาหัวเสียบประจาน</li>
</ul>
<blockquote><p>2. ยุคแห่งการปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5</p></blockquote>
<blockquote><p>3. ยุคปัจจุบัน เริ่มแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ . 2475</p></blockquote>
<p>ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แม้กฎหมายเก่าจะสูญหายไปมาก แต่จากฎหมายตราสามดวง ก็ยังเห็นเค้าโครงของการลงโทษในสมัยนั้นได้ว่า เป็นการลงโทษเพื่อตอบแทนให้สมแค้นและข่มขู่ยับยั้ง เพราะมุ่งลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโทษประหารชีวิตในพระอัยการขบถศึก อันว่าด้วยโทษทวะดึงษ์กรรมกรณ์ 32 ประการ ได้กำหนดวิธีการประหารชีวิตหลายรูปแแบอย่างน่าสยดสยอง</p>
<hr />
<p><strong>การลงโทษสมัยอยุธยา</strong>พอสรุปได้ดังนี้<br />
1. การประหารชีวิต ปกติใช้วิธีตัดศีรษะด้วยดาบ แต่ในกรณีกปฏ ได้มีปทปัญญัติในลักษณะที่โหดร้ายทารุนอย่างยิ่ง ซึ่งเข้าใจว่ามุ่งข่มขู่ให้เกรงกลัว และในกรณีลงโทษพระราชวงศ์ ก็มีวิธีการประหารชีวิตแตกต่างจากสามัญชน</p>
<p>2. ลงโทษร่างกายให้เจ็บปวดทรมาน โดยปกติใช้เฆี่ยนด้วยหวาย จองจำเครื่องพันธนาการด้วย ขื่อ คา พวงคอ ล่ามโซ่ ตรวน ขึ้นขาหย่าง การบั่น ทอนอวัยวะ อาทิ ตัดมือ ตัดเท้า ปอกเล็บ ควักนัยตา แหวะปาก ตัดลิ้น</p>
<p>3. ประจาน ได้แก่ สักหน้าหรือสักตัว แบะหน้าผากหรือแก้ม พร้อมทั้งจำเครื่องพันธนาการ มีคนตีฆ้องร้องประกาศความชั่ว ตระเวณไปรอบเมอง</p>
<p>4. ปรับตามลักษณะความร้ายแรงของความผิด และตามฐานันดรศักดิ์</p>
<p>5. ริบทรัพย์สินมักคู่กับโทษประหารชีวิต เรียกว่าริบราชบาทว์ คือ ถูกริบหมดทั้งทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งลุกเมีย</p>
<p>6. โทษจำคุก ไม่มีกำหนดยาวนานเท่าใด แล้วแต่พระเจ้าอยู่หัวจะทรงโปรดพระราชทานอภัยโทษ หรือมีพระบรมราชโองการสั่งให้เป็นอย่างใด</p>
<p><strong>สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์</strong><br />
หลักการและแนวความคิดในการลงโทษก็ไม่แตกต่างกันนัก การเรือนจำในกรุงเทพฯ มี 2 อย่าง คือ &#8220;คุก&#8221; ใช้เป็นสถานที่จำขังผู้ร้าย ที่มีกำหนดโทษสูง 6 เดือนขึ้นไป ส่วนผู้ต้องขังที่มีกำหนดโทษตั้งแต่ 6 เดือนลงมาก็ให้ขังไว้ใน &#8220;ตะราง&#8221; ซึ่งมีอยู่หลายตะรางสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ที่บังคับบัญชากิจการนั้นๆ ส่วนการเรือนจำในหัวเมืองชั้นนอก อยุ่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการเมือง มีสถานที่คุมขังผู้ต้องโทษ เรียก่า &#8220;ตะรางประจำเมือง&#8221; ถ้าเป็นกรณีความผิดฉกรรจ์มหันตโทษ ผู้ว่าราชการเมืองต้องส่งตัวผู้กระทำผิดมายังกระทรวงเจ้าสังกัด การคุมขังนักโทษสมัยนั้นมิได้มีกฎข้อบังคับไว้โดยเฉพาะ ให้แล้วแต่ผู้ว่าราชการเมืองจะกำหนดขึ้นใช้เองตามแต่จะเห็นควร</p>
<p><strong>ในยุครัชกาลที่ 5</strong><br />
นับเป็นยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงงานราชทัณฑ์ของไทยให้ก้าวหน้าขึ้น โดยได้ทรงยกเลิกจารีตนครบาลอันโหดร้าย ทรงจัดระเบียบการคุกตะรางใหม่เริ่มแต่ ร.ศ .110 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะเรือนจำ ร.ศ. 120 เพื่อใช้บังคับกิจการเรือนจำเป็นการเฉพาะ ทรงวางระเบียบข้อบังคับเรือนจำให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ด้วยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ซึ่งมีหลักการและวิธีการลงโทษที่ได้ละเว้นความทารุณโหดร้ายลงไปมาก กับได้บัญญัติวิธีลงโทษผู้กระทำผิดอาญาแผ่นดินต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม คือ ตำรวจ อัยการ ศาล และเรือนจำ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้ประกาศตั้งกรมราชทัณฑ์ขึ้นในปี พ.ศ. 2458 โดยรวมกิจการเรือนจำทั่วราชอาณาจักรไว้ในสังกัดกระทรวงนครบาล การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปตามระเบียบ กฎ ข้อบังคับเดียวกัน นับว่าการราชทัณฑ์ไทยได้พัฒนาไปสู่แนวทางที่มีเหตุผลยิ่งขึ้น</p>
<p>หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 การราชทัณฑ์ไทยจึงได้วิวัฒนาการเข้าสู่ยุคปัจจุบัน เริ่มจากการสร้างเรือนจำกลางบางขวางให้เป็นเรือนจำที่ทันสมัยในปี พ.ศ. 2477 แก้ไขเปลี่ยนแปลงการประหารชีวิตด้วยดาบ เป็นการประหารชีวิตโดยใช้อาวุธปืนยิงให้ตาย มีการกำหนดนโยบายอาญาและหลักทัณฑปฏิบัติให้สอดคล้องกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและตามหลักการของอารยะประเทศยิ่งขึ้น โดยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 กำหนดหลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องขององค์การสหประชาชาติ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และมุ่งในเรื่องการฟื้นฟูอบรมแก้ไขผู้กระทำผิดให้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป</p>
<blockquote><p>การยิงเป้าประหารชีวิต</p></blockquote>
<p><strong>หลักประหารชีวิต</strong><br />
หลักประหาร (หลักไม้กางเขน) ทำจากไม้ตะเคียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481 ใช้สำหรับมัดผู้ต้องโทษประหารกับหลักประหารเพื่อไม่ให้นักโทษดิ้น แต่หลักประหารนี้จะต้องเปลี่ยนเสมอๆ เพราะเวลาคนเราจะถูกยิงมักจะบิดตัว บิดมือ หลบนู่นหลบนี่เสมอ เลยถูกหลักประหารแตกหักไปตามสภาพการใช้งาน</p>
<p><strong>ฉากสำหรับกั้นนักโทษประหาร</strong><br />
ฉากไม้ชนิดตั้งรูปสี่เหลี่ยมมีผ้าขึง การประหารด้วยการยิง จะมีฉากไม้ชนิดตั้งรูปสี่เหลี่ยมมีผ้าขึงบังข้างหลังนักโทษ ที่ถูกประหารชีวิตห่างประมาณ 1 เมตร มีเป้ารูปหัวใจปิดไว้บนฉากตรงจุดกลางระดับหัวใจผู้ถูกประหารเป็นเป้าสำหรับเล็งปืน เมื่อพร้อมแล้ว เจ้าหน้าที่ให้สัญญาณโดยโบกธงสีแดง ผู้ทำหน้าที่เพชฌฆาตลั่นไกปืนทะลุเป้ากระดาษที่จัดระดับตรงกับหัวใจพอดีฉากไม้ที่ตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ ปรากฏหลักฐานว่าทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481</p>
<p><strong>ปืนที่ใช้สำหรับประหารชีวิต</strong><br />
พ.ศ. 2477 ได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ว่าด้วยการประหารชึวิตจากการ &#8220;ให้เอาไปตัดศีรษะเสีย&#8221; เป็น &#8220;ให้เอาไปยิงเสียให้ตาย&#8221; ปืนกลมือที่ใช้ประหารชีวิตครั้งแรกเป็นปืนกลมือแบบแบล็คมันน์ เอ็มพี18 ใช้ประหารชีวิตครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2478 ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 ได้มีการเปลี่ยนปืนกลมือจากแบล็คมันต์เป็นปืนกลมือเอ็มพี5เอสดี3 สำหรับปืนกลมือแบล็คมันน์นี้ใช้ประหารชีวิตผู้ต้องขังมาแล้วจำนวน 213 คน</p>
<p>กระสอบทราย(มูลดิน)<br />
ในการประหารชีวิตด้วยปืน จะมีอุปกรณ์สำหรับป้องกันกระสุนปืนที่อาจจะเกิดจากการยิงพลาด จึงมีกระสอบทรายวางไว้หลังหลักประหารเพื่อป้องกันกระสุน ในอดีตที่ยังไม่มีกระสอบทรายก็ได้ใช้มูลดินเป็นเครื่องป้องกัน</p>
<p>จำนวนผู้ที่รับโทษยิงเป้า<br />
นับตั้งแต่การเปลี่ยนการประหารจากการตัดคอมาเป็นการยิงเป้าในปี พ.ศ. 2478 จนถึง พ.ศ. 2552 มีนักโทษถูกประหารชีวิต 319 คน เป็นนักโทษชาย 316 คน นักโทษหญิง 3 คน</p>
<p>ขั้นตอน และ ระเบียบปฏิบัติ<br />
วิธีการประหารชีวิตจะเริ่มขึ้นโดยเจ้าหน้าที่อ่านคำสั่งศาลและฎีกาทูลเกล้าซึ่งพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานฯ คืนมาให้ผู้ต้องโทษฟังและลงชื่อรับ ทราบ ต่อจากนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนประวัติให้ถูกต้องและอนุญาตให้ผู้ต้องโทษจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน หรือกิจการจำเป็นอื่นใดเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วจึงให้ผู้ต้องโทษฟังเทศน์จากพระภิกษุสงฆ์หรือนักพรตในนิกายศาสนาที่ผู้ต้องโทษเลื่อมใสแล้วให้รับประทานอาหารเป็นมื้อสุดท้าย จากนั้นนำผู้ต้องโทษเข้าสู่หลักประหารซึ่งเป็นลักษณะเป็นไม้กางเขนมีความสูงขนาดไหล่ โดยผู้ต้องโทษจะถูกมัดด้วยด้ายดิบ ให้ยืนหันหน้าเข้าหลักประหารซึ่งมีไม้นั่งคร่อม ป้องกันมิให้ผู้ต้องโทษยืนตัวงอหรือเข่าอ่อน ข้อมือทั้งสองผูกมัดติดกับหลักประหารในลักษณะประนมมือ กำดอกไม้ธูปเทียนไว้ เจ้าหน้าที่นำฉากประหารซึ่งมีเป้าวงกลมติดอยู่กับฉาก ตั้งเล็งให้เป้าอยู่ตรงจุดกลางหัวใจของผู้ต้องโทษ ห่างจากด้านหลังผู้ต้องโทษประมาณ 1 ฟุต เพื่อกำบังมิให้เจ้าหน้าที่ผู้ลั่นไกปืนเห็นตัวผู้ต้องโทษ แท่นปืนประหารตั้งอยู่ห่างจากฉากประหารประมาณ 4 เมตร ก่อนการประหารจะมีการบรรจุกระสุนขนาด 7.62 มิลลิเมตร 15 นัด เมื่อพร้อมแล้วเจ้าหน้าที่ให้สัญญาณ โดยโบกธงสีแดง ผู้ทำหน้าที่ลั่นไกปืน กระสุนชุดแรกจะยิง 8 &#8211; 9 นัด ซึ่งตามปกติผู้ถูกประหารจะเสียชีวิตทันที แต่หากไม่เสียชีวิตเพชฌฆาตจะลั่นกระสุนอีกชุด เพื่อให้ผู้ถูกประหารทรมานน้อยที่สุด คณะกรรมการประหารชีวิตร่วมกันตรวจสอบจนแน่ใจว่านักโทษถึงแก่ความตายอย่างแท้จริง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะจัดพิมพ์ลายนิ้วนักโทษประหารเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อยืนยันว่าไม่ประหารชีวิตผิดตัว</p>
<p>การประหารชีวิตด้วยการฉีดยา<br />
ขั้นตอนการประหารชีวิตโดยการฉีดยานี้ จะมีขั้นตอนในการประหารชีวิตเช่นเดียวกับการประหารชีวิตโดยวิธีอื่นๆ กล่าวคือ ในสหรัฐจะมีการเตรียมจิตใจของผู้ถูกประหารก่อนการประหาร เช่น ก่อนการประหาร 4 วัน นักโทษประหารจะถูกนำตัวจากแดนนักโทษประหารไปสู่ห้องขังพิเศษสำหรับนักโทษประหารโดยเฉพาะ ซึ่งจะถูกเฝ้าดูจากเจ้าหน้าที่ตลอด 24 ชั่วโมง จดหมายทุกฉบับจะถูกถ่ายสำเนาให้ ส่วนฉบับจริงจะ เก็บไว้เนื่องจากกลัวว่าจะมียาพิษยาเสพติดหรือยาอื่นๆ เคลือบมา การโทรศัพท์ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บัญชา-การเรือนจำก่อน ในช่วงนี้อาจมีญาติมาเยี่ยมได้</p>
<p>ก่อนการประหาร 2 วัน ผู้บัญชาการจะตรวจตราเพื่อเตรียมอุปกรณ์ในการประหารให้พร้อม รวมทั้งเตรียมการเกี่ยวกับใบมรณะบัตรและการเคลื่อนย้ายศพ และก่อนการประหารหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่ประหารจะเตรียมอุปกรณ์เข็มฉีดยาและยา และอุปกรณ์สำรองให้พร้อม มีการจัดเตรียมพื้นที่หรือห้องสำหรับผู้สื่อข่าวที่เข้าไปทำข่าวในเรือนจำ รวมทั้งพยานที่จะเข้าไปสังเกตการณ์ในการประหาร เมื่อถึงเวลา 18.00 น. เจ้าหน้าที่จะจัดอาหารมื้อสุดท้ายไปให้นักโทษประหารรับประทาน เวลา 22.00 น. ผู้สื่อข่าว และพยานจึงได้รับอนุญาตให้เข้าเรือนจำและได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนการประหาร เวลา 23.30 น. จึงได้เริ่มดำเนินการเพื่อเตรียมการประหารซึ่งจะเริ่มเวลาเที่ยงคืนตรง เมื่อใกล้ถึงเวลาประหาร เจ้าหน้าที่จะนำตัวนักโทษประหารจากห้องขังไปที่ห้องประหาร แต่แทนที่จะนำนักโทษประหารไปยืนตรึงกับหลักประหารก็เปลี่ยนเป็นการให้นอนบนเตียงประหาร ตรึง และผูกด้วยสายหนัง ทั้งขา ลำตัว และแขนทั้ง 2 ข้าง ซึ่งอยู่ในท่ากางออกทำให้ไม่สามารถดิ้นได้</p>
<p>เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทีได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดีจะมาติดเครื่องวัดการเต้นของหัวใจเข้ากับตัวนักโทษเพื่อตรวจสอบการตายหลังการฉีดยา โดยให้กรรมการภายนอกได้เห็นการเต้นของหัวใจ จากนั้นจึงแทงเข็มเข้าเส้นเลือดใหญ่หรือที่หลังมือทั้ง 2 ข้าง ข้างหนึ่งเป็นเข็มที่ใช้จริงอีกข้างหนึ่งเป็นเข็มสำรองในกรณีที่เข็มแรกมีปัญหา หรือบางกรณีจะแทงเข็มที่แขนเข็มเดียว จากนั้นนำท่อมาต่อเข้าเข็มโยงไปยังเครื่องฉีดยาเมื่อได้เวลา เจ้าหน้าที่เรือนจำก็จะให้สัญญาณในการดำเนินการประหารได้ เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เพชฌฆาต 2 คน ซึ่งอยู่ในห้องฉีดยาจะมี 2 ปุ่ม กดคนละปุ่ม แต่จะมีปุ่มเดียวที่ปล่อยยาเข้าร่างดังนั้น เจ้าหน้าที่ทั้ง2จึงไม่มีโอกาสทราบได้ว่าใครเป็นผู้กดปุ่มปล่อยยาเข้าเส้น แต่สำหรับประเทศที่ไม่ใช้เครื่องฉีดยาอัตโนมัติจะใช้คนฉีดยาด้วยมือ ซึ่งจะมีคนเดียว ฉีดเข้าแขนซ้ายหรือขวา การฉีดไม่ได้ไปยืนฉีดที่แขน แต่ต่อสายยางออกมาและผู้ฉีดจะอยู่หลังม่าน</p>
<p>ยาที่ใช้ในการประหารชีวิต<br />
ยาที่ใช้ฉีดจะมี Sodium Pentothal ในสารละลาย 20-25 มิลลิลิตร, Pancuronium bromide 50 มิลลิลิตร และ Potassium chloride 50 มิลลิลิตร ยาดังกล่าว นี้เป็นผลมาจากการวิจัยของ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเท็กซัส ว่าจะให้ผลอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ยาที่ใช้ฉีดไม่ใช่ยาพิษ แต่เป็นยาทั่วไป ซึ่งถ้าให้เกินขนาดก็จะมีผลทำให้ตายได้โดยจะต้องมีประมาณที่มากพอสมควรต้องค่อยๆ ปล่อยเข้าไปในเส้นเลือด และใช้ถึง 3 ชนิด ดังนั้นที่กลัวกันว่าจะนำยานี้ใส่เข็มแล้วไปจิ้มคนทั่วไปนั้น จะไม่เป็นอันตรายใดๆ และหากจะทำให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตายก็ใช้ยาพิษอื่นๆ จะไม่ยุ่งยากเท่าวิธีดังกล่าวนี้</p>
<p>ขั้นตอน และ ระเบียบปฏิบัติ<br />
การฉีดยา เข็มแรกจะปล่อยยา Sodium thiopental เข้าไปให้หลับก่อน จากนั้นจึงปล่อยเข็มที่ 2 Pancuronium bromide และ เข็มที่ 3 Potassium chloride ตามลำดับ เพื่อให้หัวใจหยุดสูบฉีดโลหิตภายในไม่ถึงนาที เมื่อนักโทษแสดงอาการแน่นิ่งไป ผู้บัญชาการเรือนจำจะขอให้นายแพทย์ของเรือนจำเข้าตรวจยืนยันการตายของผู้ต้องขังและประกาศเวลาตายต่อหน้าพยานรวมใช้เวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งสิ้นประมาณ 20-30 นาทีผู้แทนจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร จะพิมพ์ลายนิ้วมืออีกครั้ง และเคลื่อนย้ายศพของนักโทษไปห้องเก็บศพต่อไป โดยเก็บไว้ตรวจสอบอีก 1 วัน ตลอดเวลาจะมีการถ่ายรูปและวิดีโอตามขั้นตอนต่างๆ ไว้</p>
<p>การนำมาใช้ในประเทศไทย<br />
สำหรับในประเทศไทยหากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประหารมาเป็นการฉีดยานั้น ขั้นตอนการประหารจะแตกต่างจากในสหรัฐเพราะการประหารชีวิตของไทยจะกระทำโดยทันทีที่ได้รับคำสั่ง โดยปกติจะเป็นเวลาเย็น นักโทษประหารจะไม่รู้ตัวล่วงหน้า เมื่อเจ้าหน้าที่เดินเข้าไปในแดนประหารและนำตัวผู้ใดออกมา เมื่อนั้นจึงจะรู้ตัว และเมื่อผ่านพิธีการด้านการตรวจสอบบุคคล พิธีกรรมทางศาสนาและอื่นๆแล้ว จะถูกนำตัวเข้าสู่แดนประหารซึ่งในช่วงนี้แทนที่จะเป็นการนำไปผูกกับหลักประหาร ก็เปลี่ยนเป็นการนำไปสู่เตียงประหาร นั่นเอง</p>
<p>ทั้งนี้ การเปลี่ยนจากการประหารชีวิตโดยการยิงเป้ามาเป็นการฉีดยานั้น อาจทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมากนัก เพราะสามารถใช้ห้องประหารในเรือนจำกลางบางขวางเช่นเดิมหาฉากกั้น จัดหาเตียงและสายหนังรัด และจัดอุปกรณ์เข็มและเครื่องฉีดยาเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายในการประหารแต่ละครั้งโดยเฉพาะค่ายาจะถูกกว่าค่าลูกกระสุนปืน ที่ใช้ในการยิงเป้า</p>
<p>Credit : http://www.crimeandjusticediscoverymuseum.com/</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระราชประวัติในหลวง</title>
		<link>https://insiam.com/king-resume/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Nov 2016 08:55:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[kingIX resume]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชประวัติในหลวง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1056</guid>

					<description><![CDATA[แบ่งปันภาพที่รัฐบาล ท่านพลเอกประยุทธ์ จันท์โอชา ได้ให้กระทรวงวัฒนธรรมรวบรวมมาและเผยแพร่ให้กับประชาชนชาวไทยได้มีไว้เป็นข้อมูลได้ทราบพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>แบ่งปันภาพที่รัฐบาล ท่านพลเอกประยุทธ์ จันท์โอชา ได้ให้กระทรวงวัฒนธรรมรวบรวมมาและเผยแพร่ให้กับประชาชนชาวไทยได้มีไว้เป็นข้อมูลได้ทราบพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของ <strong>พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช</strong></p>

<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_01-e1479546857287.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="715" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_01-715x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_02-e1479546920576.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="715" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_02-715x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_03.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_03-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_03-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_03-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_04.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_04-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_04-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_04-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_05-e1479546958421.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="715" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_05-715x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_06.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_06-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_06-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_06-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_07-e1479547224460.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="715" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_07-715x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_08.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_08-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_08-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_08-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_09.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_09-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_09-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_09-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_10.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_10-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_10-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_10-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_11.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_11-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_11-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_11-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_12.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_12-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_12-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_12-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_13.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_13-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_13-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_13-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_14.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_14-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_14-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_14-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_15.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_15-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_15-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_15-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_16.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_16-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_16-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_16-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_17.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_17-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_17-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_17-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_18.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_18-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_18-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_18-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_19.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_19-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_19-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_19-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_20.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_20-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_20-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_20-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_21.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="656" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_21-656x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_22.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_22-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_22-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_22-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_23.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_23-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_23-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_23-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_24.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_24-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_24-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_24-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_25.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_25-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_25-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_25-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_26.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_26-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_26-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_26-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_27.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_27-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_27-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_27-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_28.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_28-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_28-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_28-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_29.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_29-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_29-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_29-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_30.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_30-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_30-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_30-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_31.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_31-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_31-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_31-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_32.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_32-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_32-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_32-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_33.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_33-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_33-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_33-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_34.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_34-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_34-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_34-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_35.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_35-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_35-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_35-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_36.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_36-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_36-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_36-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_37.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_37-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_37-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_37-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_38.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_38-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_38-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_38-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_39.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_39-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_39-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_39-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_40.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_40-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_40-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_40-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_41.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_41-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_41-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_41-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_42.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_42-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_42-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_42-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_43.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_43-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_43-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_43-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_44.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_44-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_44-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_44-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_45.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_45-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_45-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_45-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_46.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_46-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_46-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_46-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_47.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_47-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_47-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_47-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_48.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_48-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_48-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_48-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_49.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="670" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_49-670x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_49-670x400.jpg 670w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_49-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 670px) 100vw, 670px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_50.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="676" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_50-676x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_50-676x400.jpg 676w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_50-184x109.jpg 184w" sizes="auto, (max-width: 676px) 100vw, 676px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_51-e1479547122474.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="715" height="400" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/11/Phumiphon_Page_51-715x400.jpg" class="attachment-colornews-featured-image size-colornews-featured-image" alt="" /></a>

]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พระทรงสถิตย์ในหัวใจราษฏร์</title>
		<link>https://insiam.com/king-in-my-heart/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Oct 2016 05:48:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[king in my heart]]></category>
		<category><![CDATA[พระอริยสงฆ์ กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1034</guid>

					<description><![CDATA[รัชกาลที่ 9 ครองราชย์วันที่ 9 ปี 2489 เมื่อพระชนมายุ 19 สวรรคตพระชนมายุ 89 สวรรคตปี 2559 สวรรคตปี ค.ศ.2016 (2+0+1+6=9) บ่ายสามโมงเศษ ของวันที่ 13.10.2559 ผมได้รับข่าวจากวงในอย่างไม่เป็นทางการ&#8230;น้ำตาและอาการจุกเสียดหน้าอกก้อกลั่นออกมาเป็นน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาอย่าพรั่งพรู จนต้องเม้มปากตัวเองเพื่อดึงสติกลับแต่ก้อไม่วาย มันยั้งไม่อยู่&#8230; รวมบทความที่พระเถระและพระอริยสงฆ์ กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>รัชกาลที่ 9 ครองราชย์วันที่ 9 ปี 2489 เมื่อพระชนมายุ 19 สวรรคตพระชนมายุ 89 สวรรคตปี 2559 สวรรคตปี ค.ศ.2016 (2+0+1+6=9)</p></blockquote>
<p>บ่ายสามโมงเศษ ของวันที่ 13.10.2559 ผมได้รับข่าวจากวงในอย่างไม่เป็นทางการ&#8230;น้ำตาและอาการจุกเสียดหน้าอกก้อกลั่นออกมาเป็นน้ำตาที่ไหลหลั่งออกมาอย่าพรั่งพรู จนต้องเม้มปากตัวเองเพื่อดึงสติกลับแต่ก้อไม่วาย มันยั้งไม่อยู่&#8230;</p>

<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_001-e1479547095134.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_001-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_001-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_001-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_001-e1479547095134.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_002-e1479547082144.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_002-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_002-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_002-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_002-e1479547082144.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_003-e1479547066413.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_003-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_003-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_003-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_003-e1479547066413.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_004-e1479547055845.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_004-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_004-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_004-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_004-e1479547055845.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_005-e1479547042738.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_005-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_005-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_005-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_005-e1479547042738.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_006-e1479547033913.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_006-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_006-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_006-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_006-e1479547033913.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_007-e1479547021445.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_007-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_007-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_007-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_007-e1479547021445.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_008-e1479547011675.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_008-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_008-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_008-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_008-e1479547011675.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_009-e1479547000561.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="199" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_009-300x199.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_009-300x199.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_009-1024x680.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_009-e1479547000561.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_010-e1479546987303.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="300" height="200" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_010-300x200.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_010-300x200.jpg 300w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_010-1024x683.jpg 1024w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_010-272x182.jpg 272w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/kingIX_pa_010-e1479546987303.jpg 1200w" sizes="auto, (max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a>
<a href='https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/myking_pa_000.jpg'><img loading="lazy" decoding="async" width="200" height="300" src="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/myking_pa_000-200x300.jpg" class="attachment-medium size-medium" alt="" srcset="https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/myking_pa_000-200x300.jpg 200w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/myking_pa_000-683x1024.jpg 683w, https://insiam.com/wp-content/uploads/2016/10/myking_pa_000.jpg 960w" sizes="auto, (max-width: 200px) 100vw, 200px" /></a>

<p></p>
<hr/>
<blockquote><p>รวมบทความที่พระเถระและพระอริยสงฆ์ กล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว</p></blockquote>
<p>“พระองค์ทรงมีกระแสจิตแรงมาก ฉันเองยังสู้ท่านไม่ได้ เรื่องปรารถนาพุทธภูมินี่ พระองค์ (ในหลวง) ปรารถนามานาน แต่เวลานี้บารมีเป็น “ปรมัตถบารมี” เหลืออีก ๕ ชาติ และที่พระองค์ปฏิบัติมามันเลยแล้ว ไม่ใช่ไม่สำเร็จ พุทธภูมินี่ต้องบำเพ็ญกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์เป็น “วิริยาธิกะ” ต้องบำเพ็ญถึง ๑๖ อสงไขยกำไรแสนกัป นี่เกิน ๑๖ อสงไขยแล้ว “แสนกัป” อาจยังไม่ครบ จึงต้องเกิดอีก ๕ ชาติ&#8221;<br />
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง</p>
<p>“นี้รูปพระเจ้าแผนดิน เก็บดีๆ แด้นั้น เอาไว้ในห้องพระ กราบไหว้บูชา พระพุทธเจ้านะนั้น”<br />
พระครูภาวนาภิรัต วิ. (หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ)<br />
วัดป่าอาจารย์ตื้อ ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่</p>
<p>“ก็มีแต่คนไม่ฉลาดเท่านั้นแหละ ถึงไม่รู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้มีดีอะไร”<br />
พระอาจารย์วัน อุตฺตโม (พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร) วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม (วัดถ้ำพวง) อ.ส่องดาว จ.สกลนคร<br />
พระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ทำหน้าที่ยาวนานที่สุด</p>
<p>หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร<br />
ได้กล่าวรับรองไว้ด้วยองค์เองทีเดียวว่า<br />
“ครูบาขาวปี วัดพระพุทธบาทผาหนาม เคยเป็นช้างนาฬาคิริง ส่วนในหลวงองค์ปัจจุบันเป็นช้างป่าเลไลยก์นะ&#8230;!!!” (ช้างป่าเลไลยก์คือพระโพธิสัตว์)<br />
หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร<br />
วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่</p>
<p>“วันหนึ่งข้างหน้า ในหลวงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งของโลก ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ ปรารถนาพุทธภูมิ”<br />
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย</p>
<p>“หากไม่มีในหลวง พระพุทธศาสนาก็ตั้งอยู่ไม่ได้”<br />
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ</p>
<p>“พระองค์มัวแต่เป็นห่วงคนอื่น แต่ไม่ทรงห่วงพระองค์เองบ้างเลย&#8230;”<br />
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ</p>
<p>“ในหลวงพระองค์นี้ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์น๊ะ&#8230;”<br />
ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต</p>
<p>“&#8230;การดูหมิ่นในหลวง ก็คือโค่นชาติบ้านเมือง เพราะนี่คือหัวใจของชาติ ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย&#8230;โลกอยู่ได้ด้วยของดี คนดี ไม่ใช่อยู่ได้ด้วยของชั่ว คนชั่ว&#8230; ในหลวงเป็นคนดีมากที่สุด เราหาได้ที่ไหนในเมืองไทยเรานี้ พระองค์เสด็จนู้นเสด็จนี้ เราก็เห็นไม่ใช่เหรอ ไม่ได้หยุดเลย เหมือนกังหัน เพราะความห่วงชาติบ้านเมือง รักประชาราษฎร เพราะเป็นลูกของท่าน เราจะหาใครได้อย่างในหลวง ทำไมไปตำหนิในหลวงได้ลงคอ คนคนนั้น (ผู้ดูหมิ่นในหลวง) เป็นคนประเภทใดพิจารณาดูเถิด<br />
&#8230;พึงบูชาคุณของคนดี เคารพ เลื่อมใส ยินดี&#8230;จะไปตำหนิในจิตเช่นนั้นแล้ว แสดงว่าคนนั้นเป็นคนที่ทำลายโลกได้อย่างร้ายแรงมาก เป็นคนเลวมาก อย่าถือเป็นคติตัวอย่าง ไม่ดี&#8230;”<br />
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน<br />
วัดป่าบ้านตาด (วัดเกสรศีลคุณ) อ.เมือง จ.อุดรธานี</p>
<p>ในหลวง กับ พ่อท่านคล้าย จนฺทสุวณฺโณ<br />
กิตติศัพท์ทางคุณงามความดีของพ่อท่านคล้าย<br />
ทรงทราบถึงในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ทรงมีความสนพระทัยและศรัทธา จึงทรงพระกรุณาให้นิมนต์พ่อท่านคล้าย<br />
เข้ารับพระราชทานภัทรกิจในพระราชวังสวนจิตรลดา</p>
<p>เมื่อพ่อท่านคล้ายกลับวัดลูกศิษย์ลูกหา ต่างพากันไปกราบที่บนกุฏิ เพื่อให้ท่านเล่าให้ฟัง ท่านลำดับเหตุการณ์ ตั้งแต่เจ้าพนักงานนำท่านเข้าไปนั่งรอภายในห้องต้อนรับ</p>
<p>ขณะที่รอในหลวงเสด็จออกท่านว่า“หัวใจมันเต้นแรงเหมือนนั่งอยู่ปากถ้ำพระยาราชสีย์ยังไงยังงั้น”</p>
<p>เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกก้มกราบ ทำให้อิ่มใจพอง คับอก ชื่นชมในพระบารมี ช่างงดงามเป็นสง่าน่าเกรงขามยิ่งนัก</p>
<p>ในหลวงทรงสนทนาไต่ถาม โดยมีพระปลัดสุพจน์คอยชี้แจงถวายระหว่างสำเนียงปักษ์ใต้กับภาษากลาง</p>
<p>จนในที่สุดในหลวงทรงก้มพระเศียรเข้าใกล้พ่อท่านคล้ายด้วยพระราชประสงค์ให้ท่านรดน้ำมนต์ พรมพระเศียรให้พร ด้วยทรงพระราชศรัทธาเคารพ</p>
<p>ถึงตรงนี้พ่อท่านคล้ายพูดว่า “กูขนพองไปหมด พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงกฤดาภินิหาร ครองบ้านครองเมือง จะมาก้มให้พระป่าสามัญลูบพระเศียรได้ ท่านเป็นเทวดาของปวงชน”</p>
<p>ท่านเลยทูลว่า “มหาบพิตรได้ทรงโปรดยื่นพระหัตถ์มาเถิด”</p>
<p>ในหลวงทรงเงยพระพักตร์ยิ้ม และ ทรงยื่นพระหัตถ์ทั้งสองให้พ่อท่านคล้ายจับขึ้นเสมออก อธิษฐานพระชัยมนต์คาถาถวาย แล้วรดน้ำมนต์ใส่ฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์เอง พร้อมถวายพระพรตลอดเวลา</p>
<p>ในหลวงทรงอิ่มเอิบปลาบปลื้มพระราชหฤทัยและทรงปวารณาทรงรับอุปัฏฐากเป็นส่วนพระองค์</p>
<p>ครั้นลูกศิษย์ถามท่านว่า “พ่อท่านถวายของดีอะไรหรือเปล่า”<br />
ท่านตอบว่า “ไม่ให้เทวดาผู้เป็นยอดคนแล้ว จะให้ใครเล่า”</p>
<p>และ กล่าวอีกว่า “ในหลวงพ่อองค์นี้ ทรงบุญญาภินิหาร ทรงทศพิธราชธรรมบริบูรณ์”</p>
<p>อ่านแล้วส่งต่อ เป็น ธรรมทานฯ สาธุ ???</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วันสารทไทย</title>
		<link>https://insiam.com/sart-day/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Sep 2016 12:28:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประเพณีสยาม]]></category>
		<category><![CDATA[sart day]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติวันสารทไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1030</guid>

					<description><![CDATA[มนุษย์เราดำรงอยู่ได้ด้วยเกษตรกรรมเป็นหลักสำคัญ ซึ่งวันสารท ถือเป็นประเพณีนิยมมาแต่โบราณและเป็นการทำบุญกลางปีของไทย ซึ่งตรงกับวันสิ้นเดือนสิบ(๑๐) หรือ วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) คือ แม้จะเป็นประเพณีที่มีส่วนมาจากลัทธิพราหมณ์ แต่ชาวไทยก็นิยมรับพระเป็นประเพณีในส่วนที่มีคุณธรรมอันดีมานั่นเอง สารท มีความหมายว่า เทศกาลทำบุญในวันสิ้นเดือนสิบ(๑๐) ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ของทุกปี ซึ่งในวันสารท จะมีการนำพืชพรรณธัญญาหารที่เก็บเกี่ยวมาปรุงเป็นข้าวทิพย์ และข้าวมธุปายาสถวายพระสงฆ์ &#8220;สารท&#8221;]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>มนุษย์เราดำรงอยู่ได้ด้วยเกษตรกรรมเป็นหลักสำคัญ ซึ่งวันสารท ถือเป็นประเพณีนิยมมาแต่โบราณและเป็นการทำบุญกลางปีของไทย ซึ่งตรงกับวันสิ้นเดือนสิบ(๑๐) หรือ วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) คือ แม้จะเป็นประเพณีที่มีส่วนมาจากลัทธิพราหมณ์ แต่ชาวไทยก็นิยมรับพระเป็นประเพณีในส่วนที่มีคุณธรรมอันดีมานั่นเอง</p></blockquote>
<a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-default su-button-wide" style="color:#FFFFFF;background-color:#09284a;border-color:#08203c;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#536981;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-gift" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> ความหมายของวันสารทไทย</span></a>
<p>สารท มีความหมายว่า เทศกาลทำบุญในวันสิ้นเดือนสิบ(๑๐) ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ของทุกปี ซึ่งในวันสารท จะมีการนำพืชพรรณธัญญาหารที่เก็บเกี่ยวมาปรุงเป็นข้าวทิพย์ และข้าวมธุปายาสถวายพระสงฆ์ &#8220;สารท&#8221; เป็นคำอินเดีย หมายถึง &#8220;ฤดู&#8221; ประชาชนจึงรู้สึกยินดี และถือเป็นเทศกาลแห่งความรื่นเริง จึงมักทำพิธีตามความเชื่อ</p>
<p><strong>วันสารทของประเทศไทย</strong></p>
<p>ตามความเชื่อของคนโบราณ เมื่อเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารในคราวแรกแล้ว พืชพันธุ์ธัญญาหารที่เก็บเกี่ยวได้ในครั้งแรก จะนำไปบวงสรวง เพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือจะช่วยให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับชีวิตและสวนไร่นาของตน เป็นฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหาร ซึ่งจะอยู่ในช่วงปลายฤดูฝนเริ่มย่างเข้าสู่ฤดูหนาว</p>
<p>&#8220;ผลแรกได้&#8221; คือการนำพืชผลที่เก็บเกี่ยวได้ครั้งแรก ไปสังเวยหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ เพื่อความเป็นสิริมงคล และแสดงความเคารพที่ท่านช่วยบันดาลให้พืชพันธุ์ธัญหารอุดมสมบูรณ์จนเก็บเกี่ยวได้ อาจมีพิธีต้มข้าวกับน้ำนมทำเป็นขนม เรียกว่า ข้าวทิพย์ข้าวปายาสถวายพระคเณศ ซึ่งจะทำบุญวันสารทนี้ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ซึ่งมีการถวายข้าวมธุปายาสถวายพระสงฆ์ ของทุกปี</p>
<p>ศาสนาพราหมณ์เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย คนไทยจึงรับประเพณีนี้มา ทำให้ประเทศไทยมีประเพณีการทำบุญวันสารทเป็นพิธีกรรมที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังที่ปรากฏหลักฐานในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว<br />
การจัดกิจกรรมในวันสารทไทย</p>
<p>การจัดกิจกรรมในวันสารท ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ตามปฏิทินจันทครติไทย<br />
ปฏิทินวันสารทไทย</p>
<p>วันสารทไทย พ.ศ.2559 ตรงกับ วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2559 / วันเสาร์ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีวอก<br />
วันสารทไทย พ.ศ.2560 ตรงกับ วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ.2560 / วันพุธ แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ปีระกา</p>
<a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-default su-button-wide" style="color:#FFFFFF;background-color:#cb4825;border-color:#a33a1e;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#db7f67;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-h-square" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> ประวัติวันสารทไทย<br />
</span></a>
วันสารทไทยเป็นการทำบุญเพื่อส่งเสริมขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพื่อให้พืชพันธุ์มีความอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นไป การทำบุญวันสารทมิได้สำคัญว่ามาจากศาสนาใด เพราะพุทธศาสนิกชนทั้งหลายนิยมทำบุญทำทานอยู่เป็นนิจ มิได้ถือวันใดเป็นพิเศษ แต่การทำบุญสารท เป็นฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยว จึงถือโอกาสทำบุญทำทานให้เป็นของขวัญแก่ไร่นาของตน</p>
<p>บางแห่งเชื่อว่าวันสารทเป็นการทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว บางแห่งก็เป็นประเพณีการทำบุญเนื่องจากว่างจากภารกิจไร่นาจึงถือโอกาสทำบุญครั้งใหญ่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัว ประเพณีสารทได้เปลี่ยนความเชื่อถือไปตามกาลเวลาและความเชื่อตามท้องถิ่นของตน วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ถูกกำหนดไว้เป็นวันสารทไทย ซึ่งเป็นพิธีของประชาชนในประเพณีเกี่ยวกับการทำบุญ มีประเพณีทำบุญทำนองเดียวกันในภาคอื่น ๆ ด้วย และมีการกำหนดวันและวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกัน</p>
<p>วันสารทเดือนสิบภาคใต้ คือประเพณีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว และผู้ที่ตกนรกหรือเรียกว่าเปรต จะได้รับอนุญาตให้มาพบกับญาติ ของตนในเมืองมนุษย์ได้ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) และกลับไปสู่นรก ดังเดิม ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) จึงมีการทำบุญวันสารทสองวาระ แต่ส่วนใหญ่ทำวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) เพราะมีความสำคัญ มากกว่า</p>
<p>ประเพณีทำบุญตายายหรือประเพณีรับส่งตายาย คือญาติที่ล่วงลับไปแล้วกลับมาเยี่ยมลูกหลานในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) และกลับนรกตามเดิมในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ซึ่งญาติที่ล่วงลับเหล่านี้เป็นตายาย เมื่อท่านมา ก็จะทำบุญรับ เมื่อท่าน กลับก็ส่งกลับ จึงเรียกประเพณีดังกล่าวนี้ว่า &#8220;ทำบุญตายาย&#8221;</p>
<p>การชิงเปรตที่ปฏิบัติกันในประเพณีสารทเดือนสิบ(๑๐) นี้ มีลักษณะคล้ายกับการทิ้งกระจาดของจีน แต่การทิ้งกระจาดของจีนเป็นการทิ้งทานให้แก่พวกผีไม่มีญาติ ส่วนการชิงเปรตของไทยเป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งผี(เปรต) ที่เป็นญาติพี่น้องของตนเอง และที่ไม่มีญาติด้วย นอกจากนี้วิธีการปฏิบัติในการทิ้งกระจาดและการชิงเปรตก็แตกต่างกันด้วย ผู้เฒ่าผู้แก่หลายคนได้ยืนยันว่าการชิงเปรต เป็นการทำบุญเพราะชื่อว่าบุตรหลานของเปรตตนใดชิงได้ เปรตตนนั้นย่อมได้รับส่วนนั้น</p>
<a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-default su-button-wide" style="color:#FFFFFF;background-color:#cb4825;border-color:#a33a1e;border-radius:7px" target="_self"><span style="color:#FFFFFF;padding:7px 20px;font-size:16px;line-height:24px;border-color:#db7f67;border-radius:7px;text-shadow:none"><i class="sui sui-h-square" style="font-size:16px;color:#FFFFFF"></i> กิจกรรมในวันสารทไทย<br />
</span></a>
<p>การนำข้าวปลาอาหาร และที่ขาดไม่ได้ คือ ขนมกระยาสารท ไปทำบุญตักบาตรที่วัดถือเป็นกิจกรรมหลัก ๆ ของวันสารทไทย โดยการตักบาตรจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น การทำบุญตักบาตรในวันสารทไทยนั้น มีความเชื่อว่า เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว</p>
<p>ทำบุญวันสารทไทย<br />
เป็นการทำบุญของชาวไทยภาคใต้เป็นประเพณีทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บุคคลที่ล่วงลับ อาจจะเป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องตกนรก หรือเรียกว่าเปรตนั้น จะได้รับอนุญาตให้มาพบกับญาติของตนในเมืองมนุษย์ได้ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) และกลับไปสู่นรกดังเดิม ในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐)  มีการทำบุญในสองวาระ แต่จะนิยมทำในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) มากกว่า ซึ่งเรียกกันว่าเป็นประเพณีทำบุญเดือนสิบ ประเพณีทำบุญวันสารท<br />
ประเพณีจัดหมรับ<br />
ประเพณีจัดหมรับ คือ การจัดเสบียงอาหารเป็นสำรับถวายพระภิกษุ โดยให้พระภิกษุจับสลากแล้วให้ศิษย์เก็บไว้ แล้วนำถวายพระภิกษุเป็นมื้อๆ เป็นการยกหมรับที่จัดเรียบร้อยแล้วไปวัด พร้อมทั้งภัตตาหารไปถวายพระภิกษุในช่วงเวลาเช้าก่อนเพล</p>
<p>พิธีการชิงเปรต<br />
คือมีการจัดเป็นขบวนแห่ใหญ่โต บางแห่งแต่งตัวเป็นเปรตเข้าร่วมไปในขบวนด้วย ซึ่งพิธีชิงเปรตหรือตั้งเปรตนั้น เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำบุญ กล่าวคือ เมื่อจัดหมรับ ยกหมรับไปถวายพระภิกษุแล้ว จะเอาอาหารซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ไปจัดตั้งไว้ให้เปรต ซึ่งจะขาดไม่ได้ก็คือขนม 5 อย่าง คือ ขนมพอง ,ขนมลา , ขนมกง หรืองบางทีก็ใช้ ขนมไข่ปลา , ขนมดีซำ และขนมบ้า ส่วนอาหารก็จะเป็นอาหารที่ผู้ล่วงลับไปแล้วชอบในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่</p>
<p>ประเพณีทำบุญตายาย<br />
ประเพณีทำบุญตายายหรือประเพณีรับส่งตายาย คือญาติที่ล่วงลับไปแล้วกลับมาเยี่ยมลูกหลานในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) และกลับนรกตามเดิมในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) ซึ่งญาติที่ล่วงลับเหล่านี้เป็นตายาย เมื่อท่านมา ก็จะทำบุญรับ เมื่อท่าน กลับก็ส่งกลับ จึงเรียกประเพณีดังกล่าวนี้ว่า &#8220;ทำบุญตายาย&#8221;</p>
<p>ตักบาตรขนมกระยาสารท<br />
มีความเชื่อที่ว่า ถ้าไม่ได้ใส่บาตรขนมกระยาสารทในวันสารทไทยแล้ว ญาติผู้ล่วงลับก็จะไม่ได้ส่วนบุญส่วนกุศลที่กระทำในวันนั้น ขนมกระยาสารทเป็นขนมประจำวันสารทในทุกท้องถิ่นของประเทศไทย ซึ่งจะขาดเสียมิได้ด้วย ขนมกระยาสารทมีส่วนประกอบ คือ ข้าวตอก ข้าวเม่า ถั่ว งา และน้ำตาล นำทั้งหมดมากวนเข้าด้วยกัน เมื่อสุกแล้วจึงนำมาปั้นเป็นก้อนกลม หรือจะตัดเป็นแผ่นก็ได้</p>
<p>นอกจากนี้ยังมีพิธีตักบาตรน้ำผึ้ง ฟังธรรมเทศนา ถือศีลภาวนา ปล่อยนกปล่อยปลาอีกด้วย<br />
สิ่งที่ควรทำและรักษาประเพณีวันสารทไทย</p>
<p>&#8220;สารทไทย&#8221; มาก่อน ซึ่งวันสารทไทย ตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ(๑๐) เป็นเทศกาลทำบุญ เดือนสิบ(๑๐) ของไทย ซึ่งเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณตามหลักฐานพบว่ามีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี และมีพิธีปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้</p>
<p>ทำกระยาสารท<br />
ก่อนวันงานวันสารทไทย ชาวบ้านจะมารวมตัวกันเพื่อทำขนมที่เรียกว่า กระยาสารท และขนมอื่น ๆ แล้วแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น เพื่อใช้ในงาน</p>
<p>ทำบุญตักบาตร<br />
ในวันงาน วันสารทไทย ชาวบ้านจะทำการจัดแจงนำข้าวปลา อาหาร และข้าวกระยาสารทไปทำบุญตักบาตรที่วัดประจำหมู่บ้าน หรือวัดที่ใกล้ๆ รวมถึงการถือศีล เข้าวัด ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีล นำข้าวกระยาสารท หรือขนมอื่นไปฝากซึ่งกันและกันยังบ้านใกล้เรือนเคียง หรือหมู่ญาติมิตรที่อยู่บ้านไกลหรือถามข่าวคราวเยี่ยมเยือนกัน ซึ่งการไปวัดฟังธรรมในอดีต มักเป็นเรื่องของคนเฒ่าคนแก่เป็นส่วนใหญ่ในวันเช่นนี้ควรส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและคนหนุ่มสาว ไปวัดทำบุญและรักษาศีลให้มากขึ้น เพราะเป็นวัยที่ยังมีพลังที่จะเป็นหลักต่อไปในอนาคต</p>
<p>บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์<br />
บางท้องถิ่นจะทำขนมสำหรับบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แม่พระโพสพ ผีนา ผีไร่ เมื่อถวายพระสงฆ์เสร็จแล้วก็นำไปบูชาตามไร่นา โดยวางตามกิ่งไม้ต้นไม้ หรือที่จัดไว้ โดยเฉพาะ</p>
<p>วันสารท เป็นวันที่ถือเป็นคติและเชื่อสืบกันมาว่า ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว จะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญจากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น จึงมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติในวันนี้และเชื่อว่า หากทำบุญในวันนี้ไปให้ญาติแล้วญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่และมีโอกาสหมดหนี้กรรม และได้ไปเกิดหรือมีความสุข พระสงฆ์ควรเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ประเพณีวันสารทให้ประชาชนเข้าใจและรู้ซึ้งถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง เพื่อส่งเสริมให้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ควรอนุรักษ์และส่งเสริมฟื้นฟูประเพณีวันสารทไทย ให้มีการปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในหมู่คนไทยทุกกลุ่ม เพื่อเป็นที่รู้จักและแพร่หลายต่อไป<br />
แนวทางการส่งเสริมกิจกรรมวันสารทไทย</p>
<p>ประเพณีสารทเดือนสิบ ถือเป็นงานบุญประเพณีของคนภาคใต้ของประเทศไทย แม้จะได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อซึ่งมาจากทางศาสนาพราหมณ์ แต่ก็มีการผสมผสานกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเข้ามา และมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและญาติที่ล่วงลับ สาเหตุที่ต้องมีการจัดพิธีสารทไทยขึ้น ก็เพื่อจุดมุ่งหมายต่อไปนี้</p>
<p>เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที<br />
เชื่อกันว่าญาติที่ล่วงลับไปแล้วจะมีโอกาสได้กลับมารับส่วนบุญจากญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ และญาติจะได้รับส่วนบุญได้เต็มที่ มีโอกาสหมดหนี้กรรม ได้ไปเกิด หรือมีความสุข ที่ต้องมีการส่งเสริมแนวทางการจัดกิจกรรมวันสารทไทยก็เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที ต่อบรรพชนผู้มีพระคุณ</p>
<p>เพื่อผูกมิตรกับเพื่อนบ้าน<br />
เนื่องจากชาวบ้านจะทำขนมกระยาสารทไว้แจกจ่ายกันตามหมู่บ้าน บ้านใกล้เรือนเคียง ทำให้ได้พบปะกัน ถือเป็นการแสดงความเอื้อเฟื้อให้แก่เพื่อนบ้าน และเป็นการผูกมิตรไมตรีกันไว้</p>
<p>จรรโลงพระพุทธศาสนา<br />
เป็นการบำรุง หรือจรรโลงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป และเป็นการแสดงความเคารพ แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ รวมถึงขจัดความตระหนี่ เป็นการกระทำจิตใจของตนให้สะอาดหมดจด ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ</p>
<p>แสดงความกตัญญูต่อพระแม่โพสพ<br />
สังคมไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม การทำนาเป็นอาชีพหลัก การแสดงความกตัญญูต่อพระแม่โพสพ หรือผีไร่ ผีนาที่ช่วยรักษาข้าวกล้าในนาให้เจริญงอกงามดี ในช่วงเดือนสิบ(๑๐) ซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวกล้ากำลังงอกงาม และรอเก็บเกี่ยวเมื่อสุก จึงมีเวลาว่างพอที่จะทำบุญเพื่อเลี้ยงขอบคุณตอบแทน</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กฏแห่งกรรม</title>
		<link>https://insiam.com/karmic-law/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 11 Sep 2016 03:30:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[เก็บตกคติข้อคิดดีๆ]]></category>
		<category><![CDATA[karmic law]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1024</guid>

					<description><![CDATA[บังเอิญเปิดฟังธรรมตอนทำงาน เลยขอนำมาแบ่งปันกันและเอามาพิจาณาใช้ในชีวิตประจำวัน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>บังเอิญเปิดฟังธรรมตอนทำงาน เลยขอนำมาแบ่งปันกันและเอามาพิจาณาใช้ในชีวิตประจำวัน</p>
<a href="https://insiam.com" class="su-button su-button-style-default su-button-wide" style="color:#FFFFFF;background-color:#09284a;border-color:#08203c;border-radius:7px" target="_self" title="สัจจธรรมที่มาของ กรรม"><span style="color:#FFFFFF;padding:0px 20px;font-size:16px;line-height:32px;border-color:#536981;border-radius:7px;text-shadow:none"> เรามีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่ง มีกรรมเป็นที่อาศัย เราจะทำกรรมอะไรไว้ จะเป็นบุญหรือบาปก็ตาม เราก็จะเป็นทายาทได้รับผลของกรรมนั้นสิ้นไป</span></a>
<div class="su-youtube su-u-responsive-media-yes"><iframe loading="lazy" width="600" height="400" src="https://www.youtube.com/embed/ytuYKWWEQhA?autoplay=1" frameborder="0" allowfullscreen allow="autoplay; encrypted-media; picture-in-picture" title=""></iframe></div>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทอดกฐิน</title>
		<link>https://insiam.com/%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%90%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[insiam_911]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Aug 2016 08:11:53 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ประเพณีสยาม]]></category>
		<category><![CDATA[ทอดกฐิน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://insiam.com/?p=1018</guid>

					<description><![CDATA[ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีการทอดกฐิน ในแต่ละปีกำหนดให้มีการจัดทอดกฐินขึ้นภายใน ๑ เดือน หลังประเพณีออกพรรษา โดยวัดที่จะสามารถรับกฐินได้ ต้องมีพระภิกษุจำพรรษาโดยไม่ขาดพรรษาเลย ไม่ต่ำกว่า ๕ รูป และแต่ละวัดสามารถรับกฐินได้ปีละ ๑ ครั้ง การทอดกฐินเป็นกาลทาน ตามพระวินัยกำหนดกาลไว้ คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff6600;"><strong>ประเพณีทอดกฐิน</strong></span><br />
ประเพณีการทอดกฐิน ในแต่ละปีกำหนดให้มีการจัดทอดกฐินขึ้นภายใน ๑ เดือน หลังประเพณีออกพรรษา โดยวัดที่จะสามารถรับกฐินได้ ต้องมีพระภิกษุจำพรรษาโดยไม่ขาดพรรษาเลย ไม่ต่ำกว่า ๕ รูป และแต่ละวัดสามารถรับกฐินได้ปีละ ๑ ครั้ง<br />
การทอดกฐินเป็นกาลทาน ตามพระวินัยกำหนดกาลไว้ คือ ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ใคร่จะทอดกฐิน ก็ให้ทอดได้ในระหว่างระยะเวลานี้ จะทอดก่อนหรือทอดหลังกำหนดนี้ ก็ไม่เป็นการทอดกฐิน</p>
<p><span style="color: #008000;">กฐินแปลว่าอะไร?</span><br />
คำว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง คือกรอบไม้ชนิดหนึ่งสำหรับขึงผ้าให้ตึง สะดวกแก่การเย็บ ในสมัยโบราณเย็บผ้าต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อนแล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มี ความชำนาญเหมื่อนสมัยปัจจุบันนี้ และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอเหมือนจักรเย็บผ้า ในปัจจุบัน การทำจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้แต่จีวรอันมิใช่ผ้ากฐิน ถ้าภิกษุทำเอง ก็จัดเป็นงานเอิกเกริกทีเดียว เช่นตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตรพระมหาโมคคัลลานะพระมหากัสสปะแม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหาน้ำดื่มเป็นต้น มาถวายพระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน โดยนัยนี้ การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดา ก็เป็นการต้องช่วยกันทำหลายผู้หลายองค์ (ไม่เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งมีจีวรสำเร็จรูปแล้ว)</p>
<p><span style="color: #0000ff;">ผู้ประสงค์จะทอดกฐินจะทำอย่างไร?</span></p>
<p>พุทธศาสนิกชนทั่วไป ย่อมถือกันว่า การทำบุญทอดกฐินเป็นกุศลแรง เพราะเป็นกาลทาน ทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งและต้องทำในกำหนดเวลาที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ ดังนั้นถ้ามีความเลื่อมใสใคร่จะทอดกฐินบ้างแล้ว พึ่งปฏิบัติดังต่อไปนี้</p>
<p>จองกฐิน เมื่อจะไปจองกฐิน ณ วัดใด พอเข้าพรรษาแล้ว พึงไปมนัสการสมภารเจ้าอาวาสวัดนั้น กราบเรียนแก่ท่านว่าตนมีความประสงค์จะขอทอดกฐิน แล้วเขียนหนังสือปิดประกาศไว้ ณ วัดนั้น เพื่อให้รู้ทั่ว ๆ กัน การที่ต้องไปจองก่อนแต่เนิ่น ๆ ก็เพื่อให้ได้ทอดวัดที่ตนต้องการ หากมิเช่นนั้นอาจมีผู้อื่นไปจองก่อน นี้กล่าวสำหรับวัดราษฎร์ ซึ่งราษฎรมีสิทธิจองได้ทุกวัด แต่ถ้าวัดนั้นเป็นวัดหลวง อันมีธรรมเนียมว่าต้องได้รับกฐินหลวงแล้ว ทายกนั้น ครั้นกราบเรียนเจ้าอาวาสท่านแล้ว ต้องทำหนังสือยื่นต่อกองสัมฆการีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ขอเป็นกฐินพระราชทาน ครั้นคำอนุญาตตกไปถึงแล้ว จึงจะจองได้</p>
<p>เตรียมการ ครั้นจองกฐินเรียบร้อยแล้ว เมื่อออกพรรษาแล้ว จะทอดกฐินในวันใด ก็กำหนดให้แน่นอน แล้วกราบเรียนให้เจ้าอาวาสวัดท่านทราบวันกำหนดนั้น ถ้าเป็นอย่างชนบท สมภารเจ้าวัด ก็บอกติดต่อกับชาวบ้านว่าวันนั้นว่านี้เป็นวันทอดกฐิน ให้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดหาอาหารไว้เลี้ยงพระ และเลี้ยงผู้มาในการทอดกฐิน</p>
<p>ครั้นกำหนดวันทอดกฐินแล้ว ก็เตรียมจัดหาเครื่องผ้ากฐิน คือไตรจีวร พร้อมทั้งเครื่องบริขารอื่น ๆ ตามแต่มีศรัทธามากน้อย (ถ้าจัดเต็มที่มักมี 3 ไตร คือ องค์ครอง 1 ไตร คู่สวดองค์ละ 1 ไตร)</p>
<p>วันงาน พิธีทอดกฐินเป็นบุญใหญ่ดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น โดยมากจึงจัดงานเป็น 2 วัน วันต้นตั้งองค์พระกฐินที่บ้านของเจ้าภาพก็ได้ จะไปตั้งที่วัดก็ได้ กลางคืนมีการมหรสพครึกครื้นสนุกสนาน ญาติพี่น้องและมิตรสหายก็มักจะมาร่วมอนุโมทนา รุ่งขึ้นเป็นที่วัดทอด ถ้าไปทางบก ก็มีแห่ทางขบวนรถหรือเดินขบวนกันไป มีแตรวงหรืออื่น ๆ เป็นการครึกครื้น ถ้าไปทางเรือก็มีแห่งทางขบวนเรือสนุกสนาน โดยมากมักแห่ไปตอนเช้า และเลี้ยงพระเพล การทอดกฐิน จะทอดในตอนเช้านั้นก็ได้ ทอดเพลแล้วก็ได้ สุดแล้วแต่สะดวก การเลี้ยงพระ ถ้าเป็นอย่างในชนบท ชาวบ้านจัดภัตตาหารเลี้ยงด้วย เจ้าของงานกฐินก็จัดไปด้วย อาหารมากมายเหลือเฟือ แม้ข้อนี้ ก็สุดแต่กาละเทศะแห่งท้องถิ่น</p>
<p>อนึ่ง ถ้าตั้งองค์กฐินในวัดที่จะทอดนั้น เช่น ในชนบทตอนเย็น ก็แห่งองค์พระกฐินไปตั้งที่วัด กลางคืนมีการฉลองรุ่งขึ้น เลี้ยงพระเช้าแล้ว ทอดกฐิน ถวายภัตตาหารเพล</p>
<p>การถวายผ้ากฐิน การถวายผ้ากฐินนั้น คือ เมื่อพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันแล้ว เจ้าภาพ อุ้มผ้ากฐินนั่งหันหน้าตรงต่อพระประธาน ตั้งนะโม 3 จบ แล้วหันหน้ามาทางพระสงฆ์ กล่าวคำถวายผ้ากฐิน 3 จบ ถ้าเป็นกฐินสามัคคีก็มักเอาด้วยสายสิญจน์โยงผ้ากฐิน เมื่อจับได้ทั่วถึงกัน แล้วหัวหน้านำว่าคำถวาย ครั้นจบแล้ว พระสงฆ์รับว่า สาธุ เจ้าภาพก็ประเคนผ้าไตรกฐินแก่ภิกษุผู้เถระ ครั้นแล้วประเคนเครื่องบริขารอื่น ๆ เสร็จแล้ว พระสงฆ์ก็ทำพิธีมอบผ้าให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระเถระ มีจีวรเก่า รู้ธรรมวินัย ครั้นเสร็จแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดกฐินเพียงนี้</p>
<p><span style="color: #993300;"><strong>พิธีกรานกฐิน</strong></span><br />
พิธิกรานกฐินเป็นพิธีฝ่ายภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะคือภิกษุผู้ได้รับมอบผ้ากฐินนั้นนำผ้ากฐินไปทำ เป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่ง เย็บ ย้อม แห้ง เรียบร้อยดีแล้ว เคาะระฆัง ประชุมกันในโรงพระอุโบสถ ภิกษุผู้รับผ้ากฐิน ถอนผ้าเก่าอธิษฐานผ้าใหม่ที่ตนได้รับนั้นเข้าชุดเป็นไตรจีวร เสร็จแล้ว ภิกษุรูปหนึ่ง ขึ้นสู่ธรรมาสน์แสดงพระธรรมเทศนา กล่าวคือเรื่องประวัติกฐินและอานิสงส์ครั้งแล้วภิกษุผู้รับผ้ากฐิน นั่งคุกเข่าตั้งนะโม 3 จบ แล้วเปล่งวาจาในท่ามกลางชุมนุมนั้น ตามลักษณะผ้าที่กรานดังนี้</p>
<p>ถ้าเป็นผ้าสังฆาฏิ เปล่งวาจากรานกฐินว่า &#8220;อิมายสงฺฆาฏิยา กฐินํ อตฺถรามิ&#8221; แปลว่า ข้าพเจ้ากรานกฐินด้วยผ้าสัมฆาฎินี้ (ในเวลาว่านั้นไม่ต้องว่าคำแปลนี้) 3 จบ</p>
<p>ถ้าเป็นผ้าอุตตราสงค์เปล่งวาจากรานกฐินว่า &#8220;อิมินาอุตฺตราสงฺเคน กฐินํ อตฺถรามิ&#8221; แปลว่าจ้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอุตตราสงค์นี้ 3 จบ</p>
<p>ถ้าเป็นผ้าอันตรวาสก (สบง) เปล่งวาจากรานกฐินว่า &#8220;อิมินา อนฺตรวาสเกน กฐินํ อตฺถรามิ&#8221; แปลว่าข้าพเจ้ากรานกฐิน ด้วยผ้าอันครวาสกนี้ 3 จบ</p>
<p>ลำดับนั้น สงฆ์นั่งคุกเข่าพร้อมกันแล้วกรานพระ 3 หนเสร็จแล้ว ตั้งนโมพร้อมกัน 3 จบ แล้วท่านผู้ได้รับผ้ากฐินหันหน้ามายังกลุ่มภิกษุสงษ์ กล่าวคำอนุโมทนาประกาศดังนี้</p>
<p>&#8220;อตฺถตํ อาวุโส สงฺฆสฺส กฐินํ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ&#8221; 3 จบ (แปลว่า อาวุโส! กฐินสงฆ์กราบแล้ว การกรานกฐินเป็นธรรม ข้าพเจ้าขออนุโมทนา)</p>
<p>คำว่า อาวุโส นั้น ถ้ามีภิกษุอื่นซึ่งมีพรรษามากกว่าภิกษุผู้ครองกฐินแม้เพียงรูปเดียวก็ตาม ให้เปลี่ยนเป็น ภนฺเต</p>
<p>ต่อนั้น สงฆ์ทั้งปวงรับว่า สาธุ พร้อมกันแล้วให้ภิกษุทั้งปวง อนุโมทนาเรียงองค์กันไปทีละรูป ๆ ว่า &#8220;อตฺถตํ ภนฺเต สงฺฆสฺส กฐินฺ ธมฺมิโก กฐินตฺถาโร อนุโมทามิ&#8221; 3 จบสงฆ์ทั้งปวงรับว่า สาธุ ทำดังนี้ จนหมดภิกษุผู้ประชุมอนุโมทนา</p>
<p>(ถ้าผู้อนุโมทนา มีพรรษษแก่กว่าสงฆ์ทั่งปวง ให้เปลี่ยนคำว่า ภนฺเต เป็น อาวุโส)</p>
<p>ในการว่าคำอนุโมทนานี้พึงนั่งคุกเข่าประนมมือเสร้จแล้วจึงนั่งพับเพียงลง</p>
<p>เมื่อเสร็จแล้ว ให้นั่งพร้อมกันคุกเข่าประนมมือ หันหน้าตรงต่อพระพุทธปฏิมา ว่าพร้อมกันอีก 3 จบ แต่ให้เปลี่ยนคำว่า อนุโมทามิ เป็น อนุโมทาม เป็นอันเสร็จไปชั้นหนึ่ง</p>
<p>ต่อแต่นั้นกราบพระ 3 หน นั่งพับเพียบ สวดปาฐะและคาถาเนื่องด้วยกรานกฐิน จบแล้วก็เป็นเสร็จพิธีการกรานกฐินอานิสงส์กฐินสำหรับพระ</p>
<p>ในพระวินัย ระบุอานิสงส์กฐินไว้ 5 คือ</p>
<p>1. เข้าบ้านได้โดยมิต้องบอกลาภิกษุด้วยกัน</p>
<p>2. เอาไตรจีวรไปโดยไม่ครบสำรับได้</p>
<p>3. ฉันอาหารเป็นคณะโภชน์ได้</p>
<p>4. เก็บจีวรไว้ได้ตามปรารถนา</p>
<p>5. ลาภที่เกิดขึ้นเป็นของเธอผู้จำพรรษาในวัดนั้น</p>
<p>คำถวายผ้ากฐินอย่างมหานิกาย<br />
อิมํ สปริวารํ กฐินจีวรทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม (ว่า 3 หน) แปลว่า &#8220;ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้ากฐินจีวรกับทั้งบริวารนี้ แด่พระสงฆ์&#8221;</p>
<p>คำถวายผ้ากฐิน อย่างธรรมยุตติกนิกาย<br />
อิมํ ภนฺเต สปริวารํ กฐินนทุสฺสํ สงฺฆสฺส โอโณชยาม สาธุ โน ภนฺเต สงฺโฆ อิมํ สปริวารํ กฐินทุสฺสํ ปฏิคฺคณฺหาตุ ปฏิคฺคเหตฺวา จ อิมินา ทุสฺเสน กฐินํ อตฺถรตุ อมฺหากํ ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขาย<br />
แปลว่า &#8220;ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอน้อมถวายผ้ากฐิน พร้อมทั้งบริวารนี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย และครั้นรับแล้วขอจงกรานกฐินด้วยผ้านเพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน</p>
<p>ในการทอดกฐินนี้ ยังมีกฐินและข้อพิเศษที่ควรนำมากล่าวไว้ด้วย คือ 1. จุลกฐิน 2.ธงจระเข้</p>
<p>1. จุลกฐิน มีกฐินพิเศษอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าจุลกฐินเป็นงานที่มีพิธีมาก ถือกันว่ามาแต่โบราณว่า มีอานิสงส์มากยิ่งนัก วิธีทำนั้น คือเก็บผ้ายมากรอเป็นด้วย และทอให้แล้วเสร็จเป็นผืนผ้าในวันเดียวกัน และนำไปทอดในวันนั้น กฐินชนิดนี้ ต้องทำแข่งกับเวลา มีผู้ทำหลายคน แบ่งกันเป็นหน้าที่ ๆ ไป ในปัจจุบันนี้ไม่ค่อยนิยมทำกันแล้ว</p>
<p>&#8220;วิธีทอดจุลกฐินนี้ มีปรากฏในหนังสือเรื่องคำให้การชาวกรุงเก่าว่า บางทีเป็นของหลวงทำในวันกลางเดือน 12 คือ ถ้าสืบรู้ว่าวัดไหนยังไม่ได้รับกฐิน ถึงวันกลางเดือน 12 อันเป็นที่สุดของพระบรมพุทธานุญาตซึ่งพระสงฆ์จะรับกฐินได้ในปีนั้น จึงทำผ้าจุลกฐินไปทอด มูลเหตุของจุลกฐินคงเกิดแต่จะทอดในวันที่สุดเช่นนี้ จึงต้องรีบร้อนขวนขวายทำให้ทัน เห็นจะเป็นประเพณีมีมาเก่าแก่ เพราะถ้าเป็นเช่นหลังก็จะเที่ยวหาซื้อผ้าไปทอดได้หาพักต้องทอใหม่ไม่&#8221; (จากวิธีทำบุญ ฉบับหอสมุด หน้า 119)</p>
<p>2. ธงจระเข้ ปัญหาที่ว่าเพราะเหตุไรจึงมีธงจระเข้ยกขึ้นในวัดที่ทอดกฐินแล้ว ยังไม่ปรากฎหลักฐาน และข้อวิจารณ์ อันสมบูรณ์โดยมิต้องสงสัย เท่าที่รู้กันมี 2 มติ คือ 1. ในโบราณสมัย การจะเดินทางต้องอาศัยดาวช่วยประกอบเหมือน เช่น การยกทัพเคลื่อนขบวนในตอนจวนจะสว่าง จะต้องอาศัยดาวจระเข้นี้ เพราะดาวจระเข้นี้ขึ้นในจวนจะสว่าง การทอดกฐิน มีภาระมาก บางทีต้องไปทอด ณ วัดซึ่งอยู่ไกลบ้าน ฉะนั้น การดูเวลาจึงต้องอาศัยดาว พอดาวจระเข้ขี้น ก็เคลี่อนองค์กฐินไปสว่างเอาที่วัดพอดี และต่อมาก็คงมีผู้คิดทำธงในงานกฐิน ในชั้นต้น ก็คงทำธงทิวประดับประดาให้สวยงานทั้งที่องค์กฐิน ทั้งที่บริเวณวัดและภายหลัง คงหวั่นจะให้เป็นเครื่องหมายเนื่องด้วยกรานกฐิน ดังนั้น จึงคิดทำธงรูปจระเข้ เสมือนประกาศให้รู้ว่าทอดกฐินแล้ว</p>
<p>2. อีกมติหนึ่งเล่าเป็นนิทานโบราณว่า ในการแห่กฐินในทางเรือของอุบาสกผู้หนึ่ง มีจระเข้ตัวหนึ่งอยากได้บุญจึงอุตส่าห์ว่ายตามเรือไปด้วย แต่ยังไม่ทันถึงวัดก็หมดกำลังว่ายตามต่อไปอีกไม่ไหว จึงร้องบอกอุบาสกว่า เหนื่อยนักแล้ว ไม่สามารถจะว่ายตามไปร่วมกองการกุศล วานท่านเมตตาช่วยเขียนรูปข้าพเจ้า เพื่อเป็นสักขีพยานว่าได้ไปร่วมการกุศลด้วยเถิด อุบาสกผู้นั้นจึงได้เขียนรูปจระเข้ยกเป็นธงขึ้นในวัดเป็นปฐม และสืบเนื่องมาจนบัดนี้<br />
ประวัติของกฐิน<br />
ประวัติของกฐินนั้นมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งภิกษุชาวเมืองปาฐา ประมาณ ๓๐ รูป มีความประสงค์จะไปเฝ้าพระพุทะเจ้า ณ เมืองสาวัตถี จึงพากันเดินทางจากเมืองปาฐาไปสาวัตถี แต่พอไปถึงเมืองสาเกต ซึ่งอยู่ในระยะทางอีก ๖ โยชน์จะถึงสาวัตถี ก็เผอิญถึงวันเข้าพรรษาภิกษุเหล่านั้นจะเดินทางต่อไปไม่ได้ จึงจำพรรษาอยู่ในเมืองสาเกต ในระหว่างจำพรรษามีความร้อนรนอยากเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยเร็ว พอออกพรรษาก็ออกเดินทางจากเมืองสาเกต ในเวลานั้นฝนยังตกมากอยู่ ทางเดินก็เป็นโคลนตมเปรอะเปื้อน เมื่อมาถึงเมืองสาวัตถีได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงทราบความลำบากของพระภิกษุเหล่านั้น จึงทรงอนุญาตให้พระภิกษุทำพิธีกรานกฐิน ในระยะเวลาภายหลังวันออกพรรษาแล้วไป ๑ เดือน ภิกษุที่ได้ทำพิธีกรานกฐินแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์ คือความยกเว้นในการผิดวินัย ๕ ประการ เป็นเวลา ๔ เดือน (หมดเขตในวันเพ็ญเดือนสี่) อานิสงส์หรือความยกเว้นทั้ง ๕ ประการนั้น คือ</p>
<p>๑. เข้าบ้านได้โดยไม่ต้องลาภิกษุด้วยกัน<br />
๒. เดินทางโดยไม่ต้องเอาไตรจีวรไปด้วย<br />
๓. ฉันอาหารโดยล้อมวงกันได้<br />
๔. เก็บอาหารที่ยังไม่ต้องการใช้ ไว้ได้<br />
๕. ลาภที่เกิดขึ้น ให้เป็นของภิกษุผู้จำพรรษาในวัดนั้น ซึ่งได้กรานกฐินแล้ว</p>
<p>ที่กล่าวนี้เป็นประวัติของกฐิน ซึ่งเก็บความจากพระบาลี แต่ข้อความที่กล่าวข้างต้นนี้ยังเข้าใจยาก และไม่แลเห็นว่าเหตุผลเนื่องถึงกันอย่างไร ฉะนั้นจึงต้องอธิบายขยายความสักเล็กน้อย</p>
<p>ตามหลักวินัย ภิกษุจะเข้าบ้านต้องบอกลากัน จะเดินทางต้องเอาไตรจีวรไปให้ครบชุดเวลาฉันอาหารต้องนั่งเรียงกัน จะล้อมวงกันไม่ได้ จึงที่เหลือใช้เก็บไว้ได้เพียง ๑๐ วัน ลาภที่เกิดขึ้นต้องให้แก่ภิกษุผู้มีอาวุโส คือที่บวชนานที่สุด ข้อบังคับเหล่านี้ ย่อมเป็นความลำบากแก่ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก เช่นการเข้าบ้านต้องบอกลากันเสมอไปนั้น ถ้าเผอิญอยู่คนเดียว ไม่มีใครจะรับลา ก็เข้าบ้านไม่ได้ การเดินทางต้องเอาไตรจีวรไปให้ครบ หมายความว่าต้องเอาผ้านุ่งห่มไปให้ครบชุด คือ สบง (ผ้านุ่ง) จีวร (ผ้าห่ม) สังฆาฏิ (ผ้าซ้อนผ้าห่ม) ในครั้งก่อน ภิกษุไม่มีโอกาสได้ผ้าบางเนื้อละเอียดอย่างสมัยนี้เสมอไป ถ้าไปได้ผ้าเปลือกไม้หรือผ้าอะไรชนิดหนา การที่จะนำเอาไปด้วยนั้นไม่เป็นการง่าย ภิกษุ ๓๐ รูปที่เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ได้รับความลำบากในเรื่องนี้มาแล้ว การห้ามฉันอาหารล้อมวง และบังคับให้นั่งเรียงกันฉันอาหารนั้น ถ้ามีอาหารน้อยก็ทำความลำบาก เราทราบอยู่แล้วว่าการรับประทานแยกกันย่อมปลีกอาหารมากกว่าการรับประทานรวมกัน เรื่องนี้ภิกษุ ๓๐ รูป ที่เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็คงได้รับประสบความลำบากเรื่องนี้มา ในระหว่างทางเหมือนกัน เรื่องจีวรที่ไม่ต้องการใช้นั้น ในชั้นเดิมเป็นความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า ที่จะไม่ให้พระภิกษุเก็บสะสมทรัพย์สมบัติ ถ้ามีอะไรเหลือใช้ จะเก็บไว้ไม่ได้ ต้องให้คนอื่นเสีย โดยเฉพาะเรื่องจีวรนี้มีบัญญัติว่า ถ้ามีจีวรเหลือใช้เก็บไว้ได้เพียง ๑๐ วัน พัน ๑๐ วันไปแล้วต้องสละให้คนอื่นไป ถ้าจะไม่สละต้องทำพิธี ๒ อย่าง อย่างหนึ่งเรียกว่า “วิกัป” คือไปทำความตกลงกับภิกษุอีกรูปหนึ่งให้เป็นเจ้าของจีวรด้วยกัน แล้วมอบให้ตนเก็บไว้ อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “อธิษฐาน” คือถ้าจีวรที่เหลือใช้นั้นใหม่กว่าของที่ใช้อยู่ ก็เอามาใช้เสีย แล้วสละของเก่าให้คนอื่นไป การห้ามกวดขันไม่ให้เก็บผ้าจีวรไว้เกินต้องการเช่นนี้ ในบางครั้งก็เกิดความลำบากเช่น ถูกขโมยลักจีวร ซึ่งเคยถูกกันมามากในครั้งพุทธกาล หรือมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้จีวรนั้นใช้ไม่ได้ ก็ไม่มีสำรองเสียเลย ในเรื่องลาภที่เกิดขึ้นในวัดนั้น มีข้อบังคับกวดขันว่าให้ได้แก่ภิกษุที่มีพรรษายุกาลมากที่สุด คือที่บวชก่อนคนอื่น ในเรื่องนี้ทำความเดือดร้อนหลายครั้ง เช่นภิกษุอยู่ในวัดเดียวกัน อดอยากมาด้วยกัน มีผู้เอาของมาถวาย และในวันที่มีผู้เอาของมาถวายนั้น เผอิญมีภิกษุจรมาพักอยู่ในวัดนั้นด้วย และภิกษุจรมีพรรษายุกาลมากกว่าภิกษุที่อยู่ในวัด ลาภนั้นก็ต้องตกเป็นของภิกษุที่จรมา ส่วนภิกษุที่อยู่ในวัดก็ไม่มีส่วนได้</p>
<p>ความขัดข้องลำบากเกิดจากทางวินัยอย่างนี้ พระพุทธเจ้าได้ทรงเห็นมานานแล้ว แต่วินัยของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนกฎหมาย คือกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้ว ถ้ารู้สึกว่าไม่ดีก็ประกาศเลิก และบัญญัติใหม่ ส่วนวินัยของพระพุทธเจ้าประกาศเลิกไม่ได้ ได้แต่งดชั่วคราว หรือมีข้อยกเว้นพิเศษให้ เมื่อได้ทรงเห็นความลำบากของภิกษุที่มาเฝ้า ทรงเห็นชัดว่าควรให้ความยกเว้นในเรื่องหอบหิ้วเอาไตรจีวรมา และทรงยกเว้นในข้อนี้ ก็เลยทรงประทานข้อยกเว้นอื่น ๆ ที่ทรงดำริมาแล้วแต่ก่อนด้วย จึงเกิดมีข้อยกเว้นขึ้น ๕ ข้อดังกล่าวมาข้างต้น</p>
<p>แต่การที่งดใช้วินัยชั่วคราว หรือให้ความยกเว้นเป็นพิเศษนั้น จะให้กันเฉยๆ ไม่ได้ พระภิกษุต้องได้ทำความดีอันใดอันหนึ่ง จึงจะได้รับความยกเว้น ฉะนั้นการที่จะให้ภิกษุได้รับความยกเว้นในข้อนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้มีพิธีกรานกฐิน พิธีกรานกฐินต้องถือเป็นความดีความชอบอย่างหนึ่ง เพราะการทำจีวรในสมัยนั้นไม่ใช่ของง่าย ๆ ตามปกติเวลามีการทำจีวร ภิกษุย่อมได้รับความยกเว้นในวินัยหลายข้ออยู่แล้ว เมื่อต้องมาทำจีวรโดยรีบร้อนให้เสร็จในวันเดียว และตกเป็นสมบัติของคณะสงฆ์อีกเช่นนี้ ก็ควรเป็นความชอบที่พึงได้รับความยกเว้น<br />
เครดิตข้อมูล: http://www.med.cmu.ac.th/</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
